
15ปากีสถาน..นักบุญหรือผู้ก่อการร้าย?
ทหาร ตำรวจกว่า 30 นาย สนธิกำลังบุกโรงแรมกลางเมืองยะลา รวบตัวชาวปากีสถาน 15 ราย หลังรับแจ้งจากธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา พบข้อมูล "แบล็กลิสต์" หรือบัญชีรายชื่อผู้ที่มีปัญหา ผิดสัญญา เงื่อนไขทางการเงินกับธนาคาร สถาบันการเงินต่างๆ จนถึงขั้นที่สถาบันการเงินต่า
บ่ายวันที่ 11 ตุลาคม ชาวปากีสถานรายหนึ่ง เดินทางมายังธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งใน จ.ยะลา เพื่อขอโอนเงินไปยังบัญชีในต่างประเทศ เมื่อพนักงานธนาคารตรวจสอบรายการตามคำขอกลับพบข้อความ "แบล็กลิสต์กลุ่มก่อการร้าย" ฟ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และปฏิเสธการโอนเงินด้วยการอ้างว่าการติดต่อกับธนาคารล้มเหลวไม่สามารถทำรายการต่อไปได้ ชาวปากีสถานรายนั้นจึงรีบเดินทางออกจากธนาคารไป
ความผิดปกติจากการทำรายการของธนาคาร ถูกรายงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาคอยรักษาความปลอดภัยในธนาคารฟัง และรีบรายงานไปยังชุดสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองยะลาทัน อีก 10 นาทีต่อมา ชุดสืบสวนสอบสวนเดินทางมาถึงธนาคาร เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ถูกปฏิเสธจากพนักงานธนาคารอ้างเป็นความลับของลูกค้า บอกเพียงแต่ว่าลูกค้าเป็นชาวปากีสถาน
หลังจากนั้นปฏิบัติการตามล่าชาวปากีสถานจึงเริ่มต้นขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา และเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจยะลา 11 รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากชุดสืบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า ประสานกำลังค้นหา จึงพบว่ามีชาวปากีสถาน 15 คน เดินทางเข้ามาในพื้นที่ จ.ยะลา ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2553 มีพฤติกรรมเดินเท้าเรี่ยไรขอรับเงินบริจาคไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดเปิดห้องพัก 4 ห้อง ในโรงแรมแห่งหนึ่งกลางเมืองยะลา แผนการปิดล้อมจึงต้องมีการวางแผนให้รัดกุม เนื่องจากโรงแรมดังกล่าวมีประชาชนเข้าพักจำนวนมาก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด อาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้
ชุดเฉพาะกิจจึงเริ่มปฏิบัติการตอน 9 โมงเช้า วันที่ 12 ตุลาคม หลังจากที่เฝ้าดูพฤติกรรมของกลุ่มผู้ต้องสงสัยตลอดทั้งคืน เมื่อชาวปากีสถานทั้ง 15 คน เริ่มทยอยเดินทางลงมาจากห้องพัก จังหวะนี้เองที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเชิญตัวชาวปากีสถานมาควบคุมตัวเอาไว้จนครบ 15 คน แล้วเชิญตัวทั้งหมดไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองยะลา เพื่อทำการสืบสวนสอบสวน เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวประกอบอาชีพ (เรี่ยไร) โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมนำพาสปอร์ตทั้ง 15 คนไปตรวจสอบ
ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังทำความเข้าใจเพื่อที่จะขอความร่วมมือในการเก็บหลักฐานบุคคล เพื่อยืนยันตัวบุคคลที่ถูกต้อง นายมูฮัมหมัด จาฟาร์ อายุ 27 ปี พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นภาษาอังกฤษ ระบุว่า พวกเขามีความบริสุทธิ์ใจ เดินทางเข้ามาเมืองไทยอย่างถูกกฎหมาย มีหนังสือเดินทาง วีซ่าและพาสปอร์ตที่ถูกต้อง การเดินทางมาที่ จ.ยะลา เพื่อขอรับเงินบริจาคเพื่อไปช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่เด็กกำพร้า และช่วยเหลือเหตุอุทกภัยที่ปากีสถาน โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายแต่อย่างใด และขอล่ามที่สามารถพูดภาษาอูรดู ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของชาวปากีสถาน เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น
จากกระบวนการตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ฝ่ายข่าวกรอง และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พบว่าชาวปากีสถานในกลุ่มนี้จำนวน 4 คนมีรายชื่อและนามสกุลพ้องกับฐานข้อมูลผู้ที่ต้องเฝ้าระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) คือนายอิมราน มูฮัมหมัด นายนาดีม มูฮัมหมัด นายอิลยาส มูฮัมหมัด และนายจาฮันกิร์ มูฮัมหมัด
สอดคล้องกับ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ระบุว่า บุคคลทั้ง 4 คน ที่มีชื่อพ้องกับบุคคลเฝ้าระวังการทำธุรกรรมทางการเงินของยูเอ็น แต่หมายเลขพาสปอร์ตไม่ตรงกันชัดเจน
“การตรวจสอบพาสปอร์ตจะปลอมหรือไม่นั้นคงไม่ใช่หน้าที่ของหมอ คงจะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะตรวจสอบกันต่อไป ทีมงานของหมอมีหน้าที่ตรวจสอบทางด้านนิติวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว” พญ.คุณหญิงพรทิพย์ระบุ
กระบวนการตรวจสอบชาวปากีสถานทั้ง 15 รายนี้ ยังคงค้นหาความจริงต่อไปว่า คนกลุ่มนี้เดินทางเข้ามาในพื้นที่ จ.ยะลา เพื่อ "เรี่ยไรขอเงิน" หรือ "ก่อการร้าย" กันแน่?!!
- นครินทร์ ชินวรโกมล -



