ข่าว

เกียรติตำรวจของไทย

เกียรติตำรวจของไทย

18 ต.ค. 2553

วันก่อนผู้ใหญ่ท่านหนึ่งปรารภกับผมว่าการปฏิรูปตำรวจของไทยไม่น่าจะสำเร็จได้ หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการไปพร้อมๆ กับการปฏิรูปจิตสำนึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในเรื่องหน้าที่ จรรยาบรรณ และวินัย

 เมื่อแรกมีตำรวจในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น โครงสร้างของตำรวจไทยมีลักษณะของข้าราชการพลเรือนตามระบบเทศาภิบาล คือเป็นกลไกของรัฐในการปกครองและบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนตามภูมิภาค แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 ตำรวจได้กลายเป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมความสงบภายในประเทศ มีการจัดโครงสร้างของตำรวจแบบทหาร รวมทั้งโอนนายทหารซึ่งเป็นคนของรัฐบาลมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ จนตำรวจเติบโตถึงขีดสุดในช่วงปลายยุคของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่สร้างดุลถ่วงแห่งอำนาจระหว่างทหารบก ซึ่งมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็น ผบ.ทบ. กับตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ บุตรเขยของ จอมพลผิน ชุณหะวัณ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ

 พล.ต.อ.เผ่าได้สร้างกรมตำรวจให้กลายเป็นกองทัพที่มีกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์เพียบพร้อม ตำรวจสมัยนั้นนอกจากจะดูแลงานซึ่งเป็นกิจการของกระทรวงมหาดไทย อันเป็นต้นสังกัดของกรมตำรวจ เช่น งานดับเพลิง ตรวจคนเข้าเมือง เทศกิจ ฯ แล้ว ยังมีตำรวจพลร่ม ตำรวจรถถัง ตำรวจน้ำ ซึ่งถ้าจะกล่าวไปแล้ว ภารกิจหลักของตำรวจในสมัยนั้นก็คือการคานอำนาจกับทหารบก และเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ “องครักษ์พิทักษ์รัฐบาล” พล.ต.อ.เผ่าได้ทำให้เมืองไทยกลายเป็นรัฐตำรวจ จนเกิดคำขวัญว่า “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ (ที่ไม่ผิดกฎหมาย) ที่ตำรวจไทยจะทำไม่ได้” อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดยุคของ พล.ต.อ.เผ่าแล้ว กรมตำรวจก็ถูกลดทอนอำนาจลง และอธิบดีกรมตำรวจในช่วงต่อมาก็มาจากนายทหารที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับรัฐบาล และบางครั้ง ผบ.ทบ. รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีมหาดไทย ก็ควบตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจด้วย

 หลังยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ได้มีแนวคิดในการปฏิรูปกรมตำรวจเกิดขึ้น เพื่อดึงตำรวจออกจากอำนาจทางการเมือง และทำหน้าที่บริการประชาชนอย่างแท้จริง โดยปรับโครงสร้างของตำรวจจากหน่วยงานระดับกรมในกระทรวงมหาดไทยเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และโอนหน่วยงานในสังกัดของตำรวจบางหน่วยไปขึ้นกับส่วนราชการอื่น แต่ก็ดูเหมือนกับว่าสิ่งที่ทำได้สำเร็จก็คือการเปลี่ยนชื่อจากเดิมเท่านั้น แต่ปัญหาต่างๆ ทั้งการบริหารจัดการ และจิตสำนึกของความเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” นั้น ยังไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง และหนำซ้ำยังทำท่าว่าจะตกเป็นเครื่องมือของนักกาเมืองอีกครั้งหนึ่ง

 ผู้ใหญ่ท่านนั้นซึ่งเป็นนายแพทย์และผู้บริหารสถาบันการศึกษา ปรารภต่อไปว่า การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและยั่งยืนนั้น ต้องแก้ที่ต้นเหตุไม่ใช่ที่ปลายเหตุ ท่านยกตัวอย่างการสร้างโรงพยาบาลในเมืองไทย ซึ่งสร้างเท่าไหร่ก็ไม่มีทางเพียงพอต่อคนไข้ เพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพและโภชนาการของคนไทย ซึ่งหากคนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรงก็จะได้บุคลากรที่มีคุณภาพ และลดงบประมาณในการสร้างโรงพยาบาลลงไปได้มากมายมหาศาล

 ในส่วนของตำรวจ ท่านมีความเห็นว่าไม่ควรที่จะรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพฯ แต่น่าจะกระจายอำนาจออกไปยังท้องถิ่น ให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ของตน ตำรวจก็ควรจะเป็นคนในพื้นที่ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจและความผูกพันกับท้องถิ่นของตน และสามารถเติบโตในสายงานของตน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใกล้กว่าและตรงกว่า การแต่งตั้งจากส่วนกลาง คุณหมอคาดว่าตามแนวคิดนี้จะสามารถลดปัญหาเรื่องการวิ่งเต้น การซื้อตำแหน่ง หรือความประพฤติปฏิบัติของตำรวจที่เป็นปัญหาอยู่ในเวลานี้ลงได้อย่างมาก

 ขากลับจากการพบปะสนทนากับผู้ใหญ่ท่านนั้น คนขับแท็กซี่ซึ่งเปิดวิทยุฟังข่าวบางข่าวเกี่ยวกับตำรวจ เอ่ยกับผมว่า ความจริงแล้วตอนที่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ไปถามดูได้เลยว่าร้อยทั้งร้อยนักเรียนทุกคนอยากจะเรียนจบออกมาเป็นตำรวจที่ดี ไม่มีใครคิดที่จะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่พอติดดาวแล้ว ก็ไม่รู้ว่าความตั้งใจดีๆ เหล่านั้นหายไปไหนหมด

 คนขับแท็กซี่สรุปปิดประเด็นว่า ทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมในวงการตำรวจเป็นพิษ-ผมฟังแล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่างรถ เพื่อหา “จ่าเฉย” ครับ