
แดงไร้เอกภาพอำมาตย์ก็บริหารความเสี่ยงได้
วิวาทะอารมณ์ระบาดบ้าระหว่าง จตุพร พรหมพันธุ์ กับ เมธี อมรวุฒิกุล เมื่อวันก่อนทำให้ได้ภาพแตกหักระหว่างเสื้อแดงสายบู๊กับสายบุ๋น สอดคล้องกับการชุมนุมเป็นหมื่นโดยไม่มีแกนนำเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งก็ไม่มีนโยบายชัดเจนเชิงรุกออกมา ขณะที่ในกรอบใหญ่ฝ่ายเพื่อไทย
ความไม่ลงรอยระหว่างแดงสองสายนั้นมีมานานแล้ว ขณะที่สายพิราบยืนยันการเจรจาเพื่อสันติ นำคนออกมาจำนวนมาก แต่ไม่มีแผนสุดท้ายว่านำคนจำนวนนี้ไปทำอะไร นอกจากรอให้เกิดภาพโดนทำร้าย สายเหยี่ยวกลับต้องการสู้เชิงรุกจนสุดใจขาดดิ้น เมื่อพลาดท่าในบางโอกาสก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสายพิราบ เนื่องจากฝ่ายหลังกลัวเสียภาพลักษณ์ ความไม่นับถือกันนั้นเกิดขึ้น แต่เท่าที่ผ่านมาไม่เป็นไร เพราะคิดเสียว่าแยกกันเดิน เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดเดียวกัน แต่ล่าสุด จตุพร ดันไปทำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก่อน คือไปหลงตอบคำถามสื่อเรื่องฟิล์ม-แอนนี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองแต่คนทั้งเมืองบ้ากันไปหมด แบ่งแยกคลั่งเพศกันไม่น้อยกว่าแบ่งสี งานนี้กระทบเมธีอย่างจัง เรื่องที่เก็บไว้ในใจก็ออกมาหมดแบบไม่ควบคุมสติ ลงท้ายไม่เพียงแต่สายใยสองคนขาดสะบั้น สายใยของสองกลุ่มก็ไปด้วย
เดิมทีฝ่ายอำมาตย์เกรงว่าพลังที่มาจากฐานประชาชนจำนวนมากของเสื้อแดงจะช่วยหนุนให้เครือข่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีกลับมากุมอำนาจปกครองอีกครั้งและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยครั้งใหญ่ถึงขั้นรากโครง แต่ภาวะที่เสื้อแดงไม่มีเอกภาพอย่างนี้ ถึงจิตใจพวกเขายังต่อต้านอำนาจรัฐอย่างไม่แปรเปลี่ยน แต่ก็ขาดพลังจะไปพลิกไปผลักดันอะไรได้ เมื่อเป็นเช่นนี้อำมาตย์ก็โล่งอก บริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่ยากนัก ในเมื่อเซลล์ของผู้ที่คิดใช้ความรุนแรงต่อรัฐกลายเป็นเซลล์ย่อยๆ ง่ายต่อการทำลายไปทีละเซลล์ ส่วนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่จำต้องเดินไปสู่การเลือกตั้งซึ่งตัวแทนของพวกเขาก็ได้แต่วิ่งวนอยู่ในระบบการเมืองเก่าที่อำมาตย์คุมเกมได้ดี นี่คือชัยชนะของอำมาตย์หรือ
ยังไม่เชิงนัก เพราะในเมื่อสถานการณ์ของเกมเวลานี้ไม่เป็นคุณต่อเสื้อแดง ฝ่ายเสื้อแดงย่อมมีการแก้เกม สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือเซลล์ย่อยจะถูกพัฒนาอย่างไร อย่าลืมว่าทักษิณ เป็นเจ้าแห่งเอสเอ็มอี แล้วมวลชนคนเสื้อแดงเองนั้นจะยกระดับตนเองอย่างไร เป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็งก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายโครงสร้างในอนาคตข้างหน้าพ้นไปจากระบอบการเมืองเก่าได้หรือไม่ และที่ไม่ลืมคือการขัดผลประโยชน์กันเองของตัวละครฝ่ายรัฐอาจนำไปสู่สิ่งที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน



