
"วิรัช"โต้ไม่ได้ล็อบบี้คดียุบประชาธิปัตย์
"อภิสิทธิ์"มั่นใจมีขบวนการปล่อยคลิปดิสเครดิตปชป.คดียุบพรรค หวังกดดันศาลฯ ยันไม่คิดล็อบบี้ เหตุมั่นใจแนวทางสู้คดี เชื่อมีคลิปตามมาอีก ด้าน"วิรัช ร่มเย็น"โต้คนปล่อยคลิป ปัดไม่ได้ล็อบบี้คดียุบพรรค ชี้ทำเป็นขบวนการจ้องดิสเคดิตกระบวนการยุติ ธรรม-นิติรัฐ-สถาบัน
(17ต.ค.) เวลา 13.30 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดเผยคลิปคดียุบพรรค ว่า ยังไม่ได้ดูตัวคลิป แต่ได้ติดตามข่าวอยู่และนายวิรัชร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวไปแล้ว วันนี้(17ต.ค.)
ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงหรือไม่ว่า จะเป็นการแทรกแซง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบ ดูจากข้อมูลเบื้องต้นไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับตุลาการ และไม่ได้เป็นเรื่องที่ไปล็อบบี้อะไรทั้งสิ้นและไม่มีความจำเป็นด้วย เพราะเรื่องของคดีเราก็คุยในคณะทำงานกฎหมายมาตลอด ว่าข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายที่ปรากฏในชั้นของการสืบพยาน เราพอใจ ทั้งนี้เข้าใจว่าในคลิปพูดถึงเรื่องที่จะเชิญไม่เชิญใครมาเป็นพยาน ซึ่งตรงนี้พรรคได้ใช้สิทธิ์ ไปหมดแล้วตั้งแต่แรกในการระบุพยาน เมื่อถามว่า มองเจตนาของพรรคเพื่อไทย อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เจตนาเข้าใจว่า คงมีความพยายามที่จะสร้างกระแสว่าถ้าคดีตัดสินอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ซึ่งคิดว่าทางศาลจะต้องชี้แจงขั้นตอนการทำงานของศาลให้เกิดความเข้าใจ ในส่วนของพรรคยืนยันได้ว่า พรรคไม่มีความคิดที่จะไปล็อบบี้อะไร ไม่มีความจำเป็นอะไรทั้งสิ้น
เมื่อถามว่า แต่การออกมาเปิดเผยคลิปในช่วงนี้ จะทำให้หลายคนเกิดความสับสน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าคงต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ดูไปแล้วมีขบวนการบางอย่างอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับหลายๆ ข่าวที่เคยออกมาก่อนหน้านี้
เมื่อถามว่า คิดว่าพรรคเกิดความเสียหาย หรือไม่กับคลิปที่ออกมา นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า ต้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกที ถ้ามีอะไรในส่วนของพรรคที่ไม่เหมาะสม เราก็ต้องมาดูแลกัน เมื่อถามต่อว่า จะดำเนินการฟ้องร้อง หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า ต้องดูข้อเท็จจริง ยังไม่ได้มีการประชุมกัน ทราบจากข่าวและมีคนที่สรุปเนื้อหาสาระมา ขณะเดียวกันนายวิรัชก็ชี้แจงของเขาอยู่ ซึ่งในส่วนของพรรคต้องดูรายละเอียดอีกที
เมื่อถามว่า ที่นายกรัฐมนตรีระบุกับส.ส.- ส.ข.ดูค่อนข้างมั่นใจกับการสู้คดีครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนพูดแต่เพียงว่ามาประชุมกับคณะทำงานเกือบทุกสัปดาห์ทราบว่ามีความพอใจในแนวทางของการชี้แจงดีที่เราได้ทำไป เพราะข้อเท็จจริงทั้งหลายส่วนใหญ่ประชาชนทั่วไปอาจจะได้ข่าวคร่าวๆเท่านั้นเอง แต่พอลงในรายละเอียดที่เป็นข้อกล่าวหาต่างๆเราคิดว่าได้ทำให้ข้อจริงปรากฏในช่วงของการสืบพยานได้ค่อนข้างชัดเจน
เมื่อถามว่า คิดว่าการเปิดเผยคลิปครั้งนี้เป็นฝีมือใคร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขายอมรับอยู่แล้วไม่ใช่หรือ คิดว่าต้องไปตั้งคำถามฝีมือคนถ่ายกับคนที่มาติดต่อกับคนที่เผยแพร่เป็นกระบวนการเพื่ออะไร และคิดว่าอาจจะมีอะไรลึกๆที่ออกมามากกว่านั้น เมื่อถามว่า เห็นภาพคนที่อยู่ในคลิปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เห็นบ้าง มีตั้ง 4 ตอน 5 ตอน เมื่อถามว่า ใช่คนของเราหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายวิรัช ได้แถลงข่าวไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อถามว่า ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์บอกเตรียมเผยแพร่ข้อมูลเรื่องคดียุบพรรค นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังครับ เพราะต้องให้การพิจารณาเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้วเราจะเอาข้อเท็จจริงเหล่านั้นออกมาให้ทราบว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นอย่างไร คำชี้แจงของเราในศาลเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า ความมั่นใจที่บอกร้อยเปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ขอพูดเรื่องมั่นใจ ไม่มั่นใจเพราะเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณาและคงไม่เหมาะสมที่จะไปบอกว่าเราคิดยังไง แต่ถามว่าคนทำงานตรงนี้พอใจกับแนวทางที่ทำมาและผลที่ออกมาหรือไม่ ก็บอกว่าพอใจ ถึงได้บอกว่าตรงนี้เรามองไม่เห็นประโยชน์อะไรว่าใครจะต้องไปล็อบบี้ ดิ้นรนอะไร เพราะเราพอใจในแนวทางอยู่แล้ว พยานที่อ้างว่าอยากให้มาเราไม่ได้ระบุและตนได้สอบถามคณะทำงานด้วยซ้ำว่า เคยมีการพิจารณาประเด็นนี้หรือไม่ ก็ปรากฏว่าเคยมีและคิดกันว่าไม่จำเป็นต้องระบุ ฉะนั้นไม่มีประเด็นอะไร ตนมีหน้าที่ไปเบิกความตามกระบวนการ เมื่อศาลขอข้อเท็จจริงมาเราก็ชี้แจงและฝ่ายนั้นได้ทำคำคัดค้านมา ตนยัง งงว่าโฆษกพรรคเพื่อไทยมายุ่งอะไรด้วยที่มาตั้งคำถามตนเอง
เมื่อถามว่า มีความพยายามที่จะโยงถึง พล.อ.เปรม ติณ สูลานนท์ ประธานองคมนตรี ด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองไม่ได้ดู แต่เห็นบอกว่ามีการโยงไปถึงผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้ ก็ไม่มีอะไร เป็นภาพนิ่งเฉยๆ แต่ตนยังไม่ได้ดู เมื่อถามว่า การที่นายกฯพูดว่าหากโดนคดีก็จะโดนแค่ 5 ปี ไม่ถึง 10 ปี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนพูดเล่น มันมีสองคดี และจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในการต่อสู้แทบจะเหมือนกันหมด มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันระหว่างเงิน 258 และ 29 ล้าน ฉะนั้นหากตัดสินทางใดทางหนึ่งโอกาสที่จะไปทางเดียวกันมันสูง แต่ตอนนี้คนสงสัยยุบพรรคสองครั้งแปลว่าอะไร ครั้งหนึ่งโดน 5 ปี สองครั้งโน 10 ปีหรือเปล่า ตนก็บอกไม่ใช่ 10 ปี
เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานาว่า นายกฯรู้ข้อมูลการตัดสินล่วงหน้า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มี ตนไม่รู้ เพียงแต่อธิบายข้อกฎหมายให้สมาชิกได้รับทราบ เพราะบางทีเขาหวั่นไหวกับการนำเสนอข่าวสาร หากพูดกันตรงๆมันมีกระบวนการอยู่ที่พยายามจะชี้ให้เห็นว่าต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้แปลว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เรามาประชุมคณะทำงานและสอบถามรายละเอียดของการสืบพยานและข้อเท็จจริงที่ออกมาและบอกให้คนของเราได้ทราบและเอาข้อมูลให้ทราบ เราไม่ได้ไปกดดันใครทั้งนั้น
เมื่อถามว่า ขบวนการนี้จะสอดคล้องกับสองมาตรฐานที่มีการกล่าวหากันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แหละคือหัวใจว่าการตัดสินหากพรรคประชาธิปัตย์ทำเหมือนกรณีไหนแล้วคนนั้นถูกยุบพรรคคนนั้นก็ต้องถูกยุบ แต่ถ้าเกิดคนละเรื่องกัน เอามาปนกันก็เป็นการสร้างวาทะกรรมเรื่องสองมาตรฐาน เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นตามมา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าในขณะนี้พรรคจะตรวจสอบอีกครั้งในกรณีที่เกิดขึ้น แต่ในส่วนของศาลท่านคงจะต้องมีการชี้แจงการทำงานของท่านอยู่ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่า กรณีที่นายกฯบอกว่าคดีจะสิ้นสุดในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้ทำไมถึงได้รู้ก่อน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการคาดการณ์เพราะที่ผ่านมาพอสืบพยานครั้งสุดท้ายปกติไม่เกินประมาณเดือนหนึ่ง ตนก็ตีคร่าวๆหากพรุ่งนี้ครั้งสุดท้าย พยานที่ระบุในขณะนี้เดือนหนึ่งก็ประมาณพฤศจิกายน เท่านั้นเองไม่ได้มีอะไรที่สลับซับซ้อน แต่สั้นกว่านี้ก็เคยมี แต่ยาวกว่านั้นไม่แน่ใจว่าเคยมีหรือเปล่า ตนจึงบอกว่าคดีแรกน่าจะใกล้ทราบผลแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง และหนึ่งในคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดเผยชื่อย่อ "ว" ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปวิ่งเต้นกับผู้ใหญ่ในศาลรัฐธรรมนูญที่มีชื่อย่อ "พ" เพื่อช่วยเหลือคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่า พรรคยังคงใช้คำขวัญเดิม คือ "สัจจังเว อมตะวาจา" ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ซึ่งพรรคยึดมั่นในคำขวัญดังกล่าวไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นกระบวนการ ที่ได้มีการแพร่ตามเว็ปไซด์ และสื่ออื่นโดยมีตนอยู่ในคลิปนั้น ตนขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และโดยเฉพาะการล็อบบี้ว่า ไม่มีการกระทำดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากการคบคิดอย่างเป็นกระบวนการ โดยมีพรรคเพื่อไทยเขียนบท เพื่อมุ่งสู่กระบวนการทำลายล้าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรษ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นขบวนการชั่วช้าสามานย์ ตนยืนยันว่าพรรคสู้ด้วยความจริงและความสามารถ ไม่สู้ด้วยวิธีการแบบคนโง่ทำกัน ด้วยวิธีการถือถุงขนมเป็นล้าน สิ่งนั้นพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำ และจะสู้ด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริง เพราะพรรคเดิมตามแนวนี้มาโดยตลอด
นายวิรัช กล่าวอีกว่า กระบวนการครั้งนี้มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ และในคลิปที่ 2 ที่มีรูปตนและผู้ชายอีก 2 คน โดยมีนายวรวุฒิ นวโภคิน ที่ปรึกษากรรมาธิการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎร ที่ตนเป็นประธาน นั้นขอเรียนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวในคลิป ที่มีการระบุถึง พ. นั้น ได้มีการติดต่อนายวรวุฒิ ว่าต้องการขอพบตน เพื่อพูดคุยและทานอาหาร ที่ร้านอาหาร กู๊ดดี้ ซ.ปูนซีเมนต์ไทย ย่านประชาชื่น เวลา 14.00 น. วันที่ 7 ต.ค. และตนเห็นว่าคนชื่อ พ. เป็นเลขานุการศาลรัฐธรรมนูญ จึงได้ไปตามมารยาท เมื่อไปถึงจากคลิปเริ่มต้นเป็นรูปศาลรัฐธรรมนูญ และมีการโยงไปถึงหัวหน้าทีมกฎหมาย เพื่อโยงให้เห็นและเป็นการสร้างเหตุการณ์ว่านายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ตนยืนยันว่าทีมงานกฎหมายของพรรคทุกท่านไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว เพราะไปในนามส่วนตัว
นายวิรัช กล่าวอีกว่า การตั้งกล้องแอบถ่ายในคลิป คนชื่อ พ. ได้นั่งหันหลังให้กับกล้อง เพราะเป็นคนที่รู้มุมกล้อง จึงได้ขยับตัวมานั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะ เพื่อที่จะได้จับภาพตนได้ชัดเจน จึงถือว่าเป็นขบวนการชั่วช้าจริงๆ และคนชื่อ พ. พยายามใช้คำถามนำในการเพิ่มเติมพยาน ตนยืนยันว่ามีประสบการณ์ว่าความมา 28 ปี และเข้าใจว่าเลขานุการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการไปกำหนดพยานแต่ละปาก มีแต่ตุลาการเท่านั้น และข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ ตั้งแต่กรณียุบพรรคไทยรักไทย มีการเรียกพยานมาให้การต่อศาล และเมื่อศาลได้เรียกหรือเชิญนายอิศระ หลิมศิริวงศ์ มาให้การก่อนหน้านี้ และขั้นตอนต่อไปอาจจะเรียกนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง มาให้ข้อเท็จจริงต่อไป ตามธรรมเนียม ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะไปบอกศาล เพราะไม่จำเป็น พรรคประชาธิปัตย์เคารพกฎเกณฑ์ ไม่เคยละเมิดอำนาจศาล และในคดีดังกล่าว ได้ระบุพยานผู้ร้อง 15 ปาก และเพิ่มอีก 1 ปาก คือ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย และเพิ่ม 2 ปากโดยไม่ต้องมาศาล คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย และพล.ต.มนูญกฤติ รูปขจร
นายวิรัช กล่าวด้วยว่า โดยหลักในการมาให้ความจริงต่อศาล ตนไม่มีอำนาจไปชักจูงได้ และคนที่บอกว่ามีการล็อบบี้ถือว่าเป็นคนสิ้นคิด เพราะกระบวนการดังกล่าวเคยทำต่อนายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่เดิมเป็นผู้ว่าคดี แต่ถูกความชั่ว และคนชื่อ พ. ร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย โดยบอกให้นายทศพล ไปรับเอกสารและถ่ายภาพไว้ ซึ่งนายทศพลเป็นคนดี แต่ต้องมาเจ็บชํ้าในเรื่องดังกล่าว
ส่วนกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข่าวนั้น นายวิรัช กล่าวว่า ถือว่าเป็นความชั่วช้า เพราะพรรคเพื่อไทยใช้วิธีการนี้มาโดยตลอด เห็นได้จากร่วมกับแกนนำคนเสื้อแดงกดดันองค์กรอิสระ เช่น กกต.ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เช่นนั้นก็จะยุบชีวิตกกต. และตนอยากเรียนว่า คลิปดังกล่าวที่มีรูปตนในเว็ปตอนที่ 2 มีรูปเดียวและคลิปเดียว ซึ่งยากต่อการอธิบาย ส่วนในความโชคร้ายก็มีความโชคดี เพราะการเสนอออกมา 5 ตอน คือ 1.เป็นเรื่อง ที่พล.อ.เปรม นั่งกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ และมีการพยายามเบี่ยงเบนเพื่อบอกว่า พล.อ.เปรม มาล็อบบี้ประธานศาล ซึ่งเป็นไปไม่ได้ 2. คลิปที่มีตน 3. คลิปที่ 3 ถึง 5 เป็นคลิปแอบถ่ายการทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 7 ท่าน และมีการพูดจาถกกันตามวิธีการของศาล คลิป ที่ได้เผยแพร่ออกมายืนยันได้ว่ามีขบวนการดังกล่าวจริง เและคนที่เข้าไปถ่ายได้คือเจ้าหน้าที่ และคำตอบคือนาย พ. ที่สามารถเข้าไปได้เพียงเท่านั้น ดังนั้น ตนอยากให้สื่อลองตรองดูว่าใครเป็นผู้ที่แอบถ่ายคลิป และตนอยากเรียนว่า กฎกติกาของศาลเข้มงวดมาก เพราะการที่จะเข้าไป จะมีการยึดเครื่องมือสื่อสาร อุปรณ์ไฮเทค ไม่ว่าใครก่อนเข้าห้องต้องตรวจค้น แต่ว่าใช้ได้กับสาธารณชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่คนอื่น แต่นาย พ. อยู่เหนือกติกา เพราะสามารถนำอุปกรณ์เข้าไปได้ ถ้าไม่นับรวมกับพ.ต.อ.สุชาติ ที่นำเครื่องมือเข้าไป ตนเรียนข้อเท็จจริงที่ได้เห็นและสามารถตรวจสอบได้ เพราะขบวนการดังกล่าวมีการทำเป็นขั้นตอน
นายวิรัช กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 27 ก.ย. 53 ก่อนมีคลิปดังกล่าวหลุดออกมา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการเปิดคลิปดังกล่าว ซึ่งแสดงว่ามีการเตรียมการไว้แล้ว และเชื่อว่าเป็นกระบวนการยิ่งกว่ากดดันศาล เพราะเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรม และสถาบันการเมือง และเชื่อว่าตุลากรศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 7 ท่าน มีความยุติธรรมอยู่ในหัวใจและทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และยืนยันว่านาย พ. ทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย
" ผมยืนยันว่าไม่มีความสามารถไปคุยกับกกต. เพราะกกต.ต้องการยุบพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในคลิปเป็นมารยาท เมื่อถามมาก็ตอบไป และผมอยากเรียนว่ามีความมั่นใจต่อศาลรัฐธรรมนูญเพราะมีมาตรฐานเดียว เมื่อสมัยยุบพรรคไทยรักไทย ก็ได้เชิญนายนาม ยิ้มแย้ม และพล.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และเรื่องดังกล่าวได้รับการบอกตลอดจากนายชวน และนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ว่า จะสู้ด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และอยากให้ดูกรณีนายทศพล เป็นตัวอย่าง และวิธีการนาย พ. ที่มีความรู้หน้าที่การงานดี จะวิ่งเข้ากองไฟ แต่เชื่อว่างานนี้ไม่ธรรมดา เพราะแลกด้วยชีวิตของข้าราชการ ซึ่งเรื่องดังกล่าวน่าจะได้ไม่น้อย ตนหวังเป็นประการสุดท้าย คือ ขอภาวนาว่าการกระทำของพรรคเพื่อไทยและนายพร้อมพงศ์และคณะครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่จะคิดใช้วิธีการสกปรกต่อกระบวนการยุติธรรม" นายวิรัช กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำอย่างไรต่อไปกับเรื่องดังกล่าว นายวิรัช กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของศาล ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องคิดต่อไปว่าจะใช้กระบวนการอะไร ส่วนจะฟ้องร้องเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า ตนเป็นนักการเมือง อาจจะฟ้องหรือไม่ฟ้องก็ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวตนไม่เคยบอก และภาพที่ปรากฎเป็นการกระทำส่วนตัว ดังนั้นตนไม่ฟ้อง สำหรับที่ปรึกษากมธ.เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า นายวรวุฒิ เป็นนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า และหลังจากนั้นได้มาเรียนที่หลักสูตรปปร.13 รุ่นเดียวกับนาย พ. และร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย และร.ต.อ.อรรถกวี ขุนพินิจ ลูกบุญธรรม พล.ต.มนูญกฤติ ส่วนต้องปลดนายวรวุฒิหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า ต้องปลดเมื่อมีความผิด แต่ตนไม่เคยบอกว่าร่วมมือกับนาย พ. แต่ พ.บอกผ่านนายวรวุฒิ ซึ่งเป็นที่ปรึกษากมธ.เพื่อเชิญตนไป
เมื่อถามว่า ทั้งๆที่คดียังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล ทำไมถึงได้ตัดสินใจไป นายวิรัช กล่าวว่า ตนไปในนามส่วนตัว และตัดสินใจไป เพราะมั่นใจในศาล เมื่อจะมีผลวินิจฉัยประการใด ตนเคารพและให้เกียรติศาลมาโดยตลอด และมั่นใจว่าสิ่งที่เราดำเนินการคือข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ส่วนจะรับผิดชอบหรือไม่ เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นไปในนามส่วนตัว แต่ส่งผลกระทบต่อพรรค นายวิรัช กล่าวว่า ตนไม่ได้กระทำผิด จึงไม่ต้องรับผิดชอบ เมื่อถามว่า รู้มาก่อนหรือไม่ว่านาย พ. เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย นายวิรัชกล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่เรื่องดังกล่าวเคยเกิดกับนายทศพล ขณะนี้จึงเข้าใจว่านาย พ. ทำงานให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งที่พูดไปเป็นความเห็นส่วนตัวของตน และตนเห็นใจนายพศพล
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า นายชวนกำชับให้ระวัง นายวิรัช กล่าวว่า จะเรียกอย่างไรก็ได้ แต่คลิปมันชัดเจน ว่าใครคือคนพยายาม คือนาย พ. เมื่อถามว่า จะไม่ถอนตัวและทำงานต่อไปใช่หรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า ตนไม่ได้ทำผิด และกล้าไปทำงาน ส่วนแกนนำพรรคมีการหารือกันหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า มีการเรียกประชุมทีมกฎหมายพรรค ในเวลา 14.00 น. เหมือนเดิม และไม่หนักใจเพราะตนสามารถชี้แจงเรื่องดังกล่าวได้ เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่คลิปธรรมดา เมื่อถามว่า นายกฯได้โทรมาสอบถามหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า เป็นธรรมเนียม แต่ตนได้รายงานไปแล้ว และนายกฯให้ตนมาแถลงความจริง ส่วนจะกระทบต่อคดีหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า ด้วยความเคารพคือไม่กระทบ เพราะศาลคือศาล ไม่สามารถเบี่ยงเบนได้ ส่วนสังคมอาจจะเข้าใจกับคลิปได้โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง นายวิรัช กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าสิ่งที่แถลงไป ได้ไปถึงสาธารณชนทั่วไปและเข้าใจ หรือตนอาจเข้าใจฝ่ายเดียวก็ได้ แล้วแต่สังคม เมื่อถามว่า ฟ้องนาย พ. ไม่ได้หรือ นายวิรัช กล่าว่า นายพ.ฟ้องไม่ได้ เพราะเป็นคนของศาลรธน.
ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา ในฐานะทีมกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กระบวนการเผยแพร่คลิป เป็นเรื่องที่ดี ที่มีคลิปออกมา เพราะจะทำให้รู้ว่า มีกระบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มคนเสื้อแดงทำเช่นนี้มาตลอด เป็นการดำเนินการให้เห็นว่ามีอำนาจมืด เป็นการโกหกใส่ไคร้ น่ารังเกียจ เพราะมีการเชื่อมโยง ให้เห็นว่า คนในพรรค เช่น นายชวนมีส่วนเกี่ยวข้อง เชื่อว่ามีการตัดตอน หวังทำลายระบบนิติรัฐ และศาลรัฐธรรนูญ ทั้งนี้ ศาลเองก็ต้องทบทวน กรณีที่มีการอัดเทปในระหว่างการประชุม ที่ถือเป็นการประชุมลับในศาลมาเผยแพร่ด้วย
นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ หัวหน้าทีมทนายความเพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวก่อนเข้าประชุมคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกรณีคลิปที่มีนายวิรัช ร่มเย็น หนึ่งในคณะทำงานฯ ว่า การที่ยอมเอาชีวิตข้าราชการตัวเองหรือเจ้านายตัวเองมาเสี่ยงแสดงว่าต้องมีอะไรเดิมพันหนุนหลัง ซึ่งกรณีดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ได้ง่ายๆว่า การลงทุนขนาดนั้นชีวิตข้าราชการต้องจบ และข้อความที่สนทนากันนั้นก็ไม่ใช่การล็อบบี้ตุลาการแต่เป็นการคุยธรรมดา การที่มีการถ่ายภาพ โดยมีการหลบมุมกล้อง และต่อเรื่องมาถึงพรรคเพื่อไทย แล้วนายพร้อมพงศ์ออกมาแถลงข่าว เป็นแผนการที่ตื้นมากเท่าที่ตนเคยเห็น อีกทั้งยังเป็นการประจานตัวเองว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมีจุดประสงค์เพื่ออะไร ทำไมจึงกล้าเสี่ยง
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าแทนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเสียแต้มแต่กลับได้แต้มใช่หรือไม่ นายบัณฑิตกล่าวว่า เท่าที่ตนคิดก็เป็นอย่างนั้น ซึ่งตนไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไร เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่คนของพรรคประชาธิปัตย์จะไปวิ่งเต้น ตนเข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะในฐานะที่เป็นคนใต้เหมือนกันอาจจะมีความไว้ใจในการพุดคุย แต่กลับมีการวางแผนลักษณะดังกล่าว ซึ่งไม่แนบเนียน ตนคาดว่าสาเหตุที่นายวิรัช เข้าไปคงเพราะต้องการทราบเกมมากกว่า
ส่วนในวันที่ 18 ต.ค.ที่จะมีการสืบพยานนัดสุดท้ายนั้น พรรคมีการเตรียมตัวอย่างไร นายบัณฑิตกล่าวว่า ไม่มีอะไร เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เมื่อเสร็จสิ้นศาลก็นัดสรุปความ ซึ่งไม่มีอะไรน่าวิตก ในส่วนของการสืบพยาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ที่ไม่ได้ยื่นคำให้การกับคณะทำงานกฎหมายของพรรคนั้นตนคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะศาลได้อนุญาตแล้ว ส่วนที่แยกส่งนั้นอาจจะเป็นเพราะนายพีระพันธุ์ อาจจะไม่ว่างที่จะเข้ามาร่วมประชุมจึงทำเอง ไม่ได้มีความขัดแย้งแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่จะขอให้มีการสืบพยานนายทะเบียนเพิ่มเติมนั้น ตนไม่ทราบว่าเป็นความคิดของใคร
“ผมชอบนะถ้ามีการนำนายทะเบียนพรรคการเมืองมาเบิกความ ผมอยากได้ เพราะจะได้ถามท่าน ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าศาลจะเรียกท่านมาหรือไม่ หรือเมื่อศาลเรียกแล้วท่านจะมาหรือไม่ หรือศาลอาจจะมีการให้ยื่นเป็นลายลักษณ์อักษรเหมือนกับร.ต.อ.เฉลิม กับพล.ต.มนูญกฤต ซึ่งอยู่ที่อำนาจศาล” นายบัณฑิต กล่าว



