
ออมไว้ในหุ้น (บ้าง)
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาที่ดิฉันต้องส่งต้นฉบับ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน ไม่เกินเช้าวันศุกร์ ทำให้ไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่า ดัชนีราคาหุ้นในสัปดาห์นี้สามารถทะลุทะลวงขึ้นไปแตะระดับ 1,000 จุด ที่เป็นจุดเปลี่ยนจากหลักร้อยสู่หลักพันเป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปีได้หรือไม่
ตัวเลขดัชนีราคาหุ้นที่เห็นว่าสูงสุด จึงอยู่ที่ 999.51 จุดเท่านั้น
เฉกเช่นเดียวกับราคาทองคำที่สร้างสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 19,500 บาท
ใครที่มีหุ้น มีทอง อยู่กับตัว นาทีนี้คงมีความสุข แต่ถ้าใครไม่มี ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องดิ้นรนขวนขวายไขว่คว้าค่ะ เพราะถ้าขืนกระโดดเข้าไปร่วมวงไพบูลย์ด้วยในตอนนี้ ก็มีโอกาสเจ็บตัวสูง เนื่องเพราะต้นทุนของคุณแพงกว่าชาวบ้าน และดูเหมือนจะเป็นต้นทุนที่สูงเกินไปอีกต่างหาก
แต่ถึงกระนั้นอาการ “กระดี่ได้น้ำ” ของคนที่มีทั้งหุ้นและทอง ก็เป็นเรื่องที่คุณควรตระหนักไว้ว่า คุณได้พลาดโอกาสอะไรไปหลายอย่าง
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การจัดสรรการลงทุนที่ดี ไม่ใช่แค่กระจุกตัวลดความเสี่ยงอยู่ในเงินฝากธนาคารเท่านั้น แต่ยังต้องครอบคลุมถึงสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือพันธบัตร
สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันพุ่งเป้าไปที่เรื่องของ “ทองคำ” กับคำถามที่ว่า “ทองแพงไปไหน” ซึ่งในระยะเวลา 7 วันที่ผ่านมา เราก็เห็นเหมือนกันว่า ทองแพงไปโน่นแล้ว ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงขออนุญาตพาทัวร์อีกซีกของการลงทุน นั่นคือ เรื่องของ “หุ้น” เพราะถ้าเทียบกันระหว่าง “ทอง” กับ “หุ้น” เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับ “ทอง” มากกว่า “หุ้น” โดยเฉพาะในแง่ของการจับต้องได้
ดิฉันขอหยิบยกเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ “ออมไว้ในหุ้น” ของคุณนวพร เรืองสกุล และทีมงาน ที่เขียนให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มานำเสนอ
ขอย้ำว่า เป็นการนำเสนอเนื้อหาบางส่วน ซึ่งถ้าหากสนใจต้องหาซื้อหนังสือเอาเองนะคะ จะสอบถามไปที่ตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ค่ะ
ในบทแรกของหนังสือเล่มนี้ จะปูพื้นเรื่องของการเป็นเจ้าของกิจการที่เข้าไปลงทุน ในฐานะของผู้ถือหุ้น ซึ่งในท้ายบทนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “บันไดห้าขั้นสู่การเป็นเจ้าของหุ้นอย่างสบายใจ” นั่นคือ ใช้เงินเย็นหรือเงินก้อนที่จะไม่ใช้ใน 1-5 ปี วางแผนล่วงหน้าว่าซื้อหรือขายหุ้นแต่ละตัวเมื่อใด ในสถานการณ์ใด จัดสำรับการลงทุนของตัวเองแต่ต้นมือ เลือกหุ้นที่ราคาตกยังไง ก็ยังไม่กลัวสูญ โดยต้องเลือกหุ้นดีและมีการติดตามเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าหุ้นนี้ยังคงเป็นหุ้นดี และสุดท้าย ติดตามข่าว และวิเคราะห์ผลกระทบของข่าวต่อหุ้นในมือ
ส่วนบทที่ 3 ของหนังสือเรื่องนี้ ว่าด้วยหัวข้อ “ออมไว้ในหุ้น” ซึ่งคุณนวพรผู้เขียน บอกว่า ที่ปรึกษาด้านการลงทุนในสหรัฐอเมริกาแนะนำผู้สนใจจะลงทุนซื้อหุ้นที่เป็นผู้ออมรายเล็กๆ ว่า ให้ซื้อหุ้นไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยตั้งเป้าหมายที่จำนวนเงินที่จะซื้อไว้เท่าๆ กันทุกเดือน หรือที่เรียกว่า ดอลลาร์ คอสต์ เอเวอเรจจิ้ง
คำแนะนำดังกล่าวมุ่งไปที่ผู้ออมเงินที่พอจะรู้ว่า หุ้นคืออะไร และรู้แล้วว่าควรมีหุ้นไว้บ้าง แต่ไม่รู้หรือไม่มีเวลาจะเลือกซื้อหุ้นตามจังหวะที่เหมาะสม
การซื้อหุ้นทุกเดือนโดยตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเงินที่ลงทุน ทำให้เวลาหุ้นขึ้นได้หุ้นจำนวนน้อยลง แต่พอหุ้นตกก็ซื้อหุ้นในเดือนนั้นได้จำนวนมากขึ้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนที่ตั้งใจออมเงินไว้ในหุ้น คิดง่ายๆ ว่าเงินที่ตั้งใจออมไว้ในหุ้น ก็ซื้อหุ้นให้หมด ได้หุ้นเท่าใดก็เท่านั้น บางเดือนได้มาก บางเดือนได้น้อย แล้วแต่ราคาตลาดในเวลานั้น
ส่วนคนที่ไม่มีเงินออมในแต่ละเดือนมากพอที่จะซื้อหุ้นเองให้ได้ประสิทธิภาพ ก็ควรจะพิจารณาลงทุนกับกองทุนรวม ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บางแห่งมีโครงการให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ลงทุนอย่างอัตโนมัติทุกเดือน โดยหักบัญชีเงินฝากจากธนาคารตามจำนวนที่ตกลงกันกับบริษัทไว้ล่วงหน้า
การลงทุนแบบนี้เป็นการสร้างวินัยในการออมและลงทุนไปพร้อมๆ กัน แล้วนานๆ ก็ทบทวนเสียที ไม่ต้องคิดใหม่ให้ยุ่งยากทุกเดือน
แต่ย้ำอีกครั้งนะคะว่า วิธีการนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องหุ้นมาบ้างแล้ว
ส่วนเนื้อหาที่เหลือ ก็ว่ากันไป ครอบคลุมทั้งเรื่องการจัดสัดส่วนการลงทุน การกระจายความเสี่ยง การเพิ่มความหลากหลาย รวมทั้งชี้แนะปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และพูดถึงกลโกงในตลาดหุ้นด้วย ติดอยู่นิดเดียวว่า หนังสือเล่มนี้อาจจะอ่านยากสำหรับมือใหม่ที่คาดหวังจะออมในหุ้น
และจะว่าไป จังหวะนี้ก็ไม่ใช่จังหวะของการเข้าไปลงทุน ถ้าถามคำแนะนำส่วนตัว ดิฉันอยากให้คนที่สนใจเรื่องหุ้น ใช้เวลาช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นบูม คุณสามารถหยิบฉวยข้อมูลหรือข่าวสารได้ง่ายและมากกว่าช่วงที่ตลาดหุ้นซบเซา อาศัยจังหวะนี้ทำความรู้จักกับหุ้นให้มากขึ้น และรอเวลาที่ฝุ่นหายตลบ ซึ่งตอนนี้คุณก็มีความพร้อมที่จะลุยแบบมีพื้นฐานข้อมูลหนุนหลังอย่างแข็งแกร่งแล้ว
หลายคนอาจจะมองว่า การลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องของ “ความโลภ” แต่ถ้ามองอีกมุม มันอาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยน เพิ่มเติม และพอกพูน เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



