
นิทรรศการฮิตเลอร์
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดนิทรรศการในชื่อ "ฮิตเลอร์กับชาวเยอรมัน ชาติและอาชญากรรม" เพื่อให้ผู้ไปเยี่ยมชม ได้ค้นหาตัวตนของ "อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" อดีตผู้นำลัทธินาซีในทุกแง่มุม รวมทั้งควา
นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกที่ได้มีการจัดนิทรรศการในลักษณะนี้ขึ้นมาในเยอรมนี ด้านหนึ่งถูกมองว่าเป็นการทลายม่านประวัติศาสตร์ที่ปิดกั้นการอภิปรายเรื่องฮิตเลอร์มาอย่างยาวนาน อีกด้านหนึ่งก็จุดกระแสถกเถียงกันขึ้นมาอีกครั้งว่า บุคคลผู้นี้ มีดีอย่างไรถึงได้จูงใจคนทั้งชาติให้คล้อยตาม นำพาประเทศเข้าสู่สงครามและกลายเป็นผู้แพ้ในที่สุด
การเปิดนิทรรศการฮิตเลอร์ ยังบังเอิญมีขึ้นในจังหวะเดียวกับการเผยแพร่ผลการศึกษาที่พบว่า ชาวเยอรมัน 1 ใน 10 คน สารภาพว่าอยากได้ผู้นำที่เด็ดขาดมาปกครองประเทศ ขณะที่ 35%คิดว่าเยอรมนีจะตกอยู่ในอันตรายหากมีชาวต่างชาติเข้าไปตั้งรกรากมากเกินไป
นิทรรศการนี้ ซึ่งใช้เวลาเตรียมการมานานถึง 6 ปี เนื้อหาส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนข้อมูลของนายเอียน เคอร์ชอว์ นักประวัติศาสตร์อังกฤษและผู้เขียนประวัติฮิตเลอร์ เริ่มต้นจากความพยายามอธิบายว่าบุคลิกของฮิตเลอร์เป็นอย่างไร อุดมการณ์แนวคิดของเขาได้แทรกซึมไปยังทุกซอกหลืบของชีวิตคนเยอรมันในยุคนั้นได้อย่างไร เหตุใดผู้คนจึงลุ่มหลงเเครื่องแบบในยุคนาซีราวกับต้องมนต์สะกด และเพราะอะไรคริสตจักรที่น่าจะมีรากฐานหนักแน่นกว่าใคร ก็ยังคิดเห็นไปในทางเดียวกัน
ของที่นำมาจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นของสะสมและโฆษณาชวนเชื่อสมัยอยู่ใต้การปกครองของนาซี เช่น ของเล่น, แผ่นรองแก้วเบียร์มีรูปสวัสดิกะ, ไปรษณียบัตร หรือเกมไพ่สำหรับเล่นในครอบครัว ซึ่งผู้เล่นจะต้องสะสมไพ่รูปหน้าฮิตเลอร์กับเจ้าหน้าที่นาซีคนอื่นๆ ให้ได้ครบ 4 ใบจึงจะเป็นผู้ชนะ
ในภาพรวมของเนื้อหานิทรรศการ สอดรับกับทฤษฎีที่ว่า อดีตผู้นำนาซี เก่งกาจในการระดมความกลัวและความหวังของชาวเยอรมันจนเป็นหนึ่งเดียว แต่ความสามารถในการหลอกล่อจูงใจคนมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมากกับบุคลิกภาพส่วนตัวอย่างน่าประหลาดใจ
อย่างไรก็ดี ในประเทศที่การทำความเคารพแบบนาซี, หนังสืออัตชีวประวัติ "มาย คัมฟ์" (Mein Kampf) และสัญลักษณ์สวัสดิกะ ยังเป็นสิ่งต้องห้ามอยู่ทั้งในแง่กฎหมายและสังคม ทำให้พิพิธภัณฑ์ต้องเตรียมจัดงานด้วยความละเอียดรอบคอบยิ่ง
ศาสตราจารย์ฮานส์ อุลริค ทาเมอร์ หัวหน้าภัณฑารักษ์ กล่าวว่า เมื่อครั้งเริ่มมีแนวคิดจัดนิทรรศการฮิตเลอร์ เมื่อ 6 ปีก่อน สิ่งแรกที่คิดคือจะต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวนิทรรศการ กลายเป็นการประกาศเกียรติคุณผู้นำนาซี และต้องไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มนีโอนาซีนำไปใช้หาประโยชน์ได้
ดังนั้นผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชม จะไม่มีโอกาสได้ฟังคำปราศรัยของฮิตเลอร์ เพราะไม่มีการติดตั้งเครื่องเสียงเพื่อการนี้, ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่แสดงภาพฮิตเลอร์ในฐานะวีรบุรุษเปี่ยมวิสัยทัศน์ เมื่อปี ค.ศ.1939 ซึ่งปัจจุบันเก็บอยู่ในกองทัพสหรัฐ ก็จะไม่ได้เห็นเช่นกัน
เมื่อก้าวเข้าไปยังลานนิทรรศการ ผู้ไปเยือนจะประจันกับภาพฮิตเลอร์ 3 ภาพได้แก่ ฮิตเลอร์สมัยเป็นนักเคลื่อนไหวพรรคนาซี, เป็นรัฐบุรุษ และภาพที่สร้างจากภาพถ่ายตัดต่ออยู่ในรูปของหัวกะโหลก โดยที่ฉากหลัง เป็นภาพฝูงชนผู้ให้การสนับสนุน, ทหารเดินสวนสนามผ่านบ้านที่กำลังมีไฟลุกไหม้ และคนว่างงาน
นอกจากนี้ ในงานยังปลอดวัตถุสิ่งของที่ฮิตเลอร์อาจเคยสัมผัสแตะต้องมาแสดง ซึ่งนายไซมอน เออร์เพล หนึ่งในภัณฑารักษ์ ให้เหตุผลว่าของที่มีลักษณะเป็นอนุสรณ์และจับต้องได้ อาจมีผลต่อจิตใจพ่วงติดมา เช่นการกระตุ้นลัทธิคลั่งผู้นำ พร้อมระบุว่านักสะสมรายหนึ่งเคยเสนอให้ทางพิพิธภัณฑ์ยืมกระเป๋าเดินทางของฮิตเลอร์มาจัดแสดง แต่ได้ปฏิเสธไปด้วยเหตุผลดังกล่าว
ทางพิพิธภัณฑ์ยังได้จัดวางรูปปั้นฮิตเลอร์ขนาดครึ่งตัว 7 ตัวทำจากดินเผากับทองแดง รวมกันอยู่ในตู้กระจกใสไม่ใหญ่มากใบเดียว เพื่อป้องกันผู้ไปเยือน ถ่ายภาพคู่กับรูปปั้นฮิตเลอร์เหล่านั้นได้โดยง่าย
ส่วนภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับการไปเยือนกรุงเบอร์ลินของมุสโสลินี อดีตผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์ เมื่อปี 2480 ก็ได้รับการจัดวางอยู่คู่กับภาพยนตร์เสียดสีนาซีเรื่อง "เดอะ เกรต ดิกเทเทอร์" ของชาร์ลี แชปลิน"
"เหล่านี้สะท้อนว่า เราตระหนักดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ และได้วางแผนทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบ" ศาสตราจารย์ ฮานส์ อุลริค ทามเมอร์ หัวหน้าภัณฑารักษ์ กล่าวพร้อมกับเสริมว่าเหตุผลที่คิดทำนิทรรศการนี้ขึ้นมาคือ แม้ปีศาจตนนั้นได้ตายไปนานแล้ว แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือการรับรู้และคำอธิบายที่ขัดแย้งสวนทางกันตลอดเวลา คนรุ่นปัจจุบันควรได้เข้ามาใกล้กับสิ่งเหล่านี้ด้วยใจที่เปิดกว้างและสนใจใคร่รู้
ด้านนายเลวี โซโลมอน ผู้เชี่ยวชาญจากสภากลางแห่งชาวยิวในเยอรมนี กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกังวลหรือตกใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาจากนิทรรศการฮิตเลอร์ เพราะการรับมือกับลัทธิคลั่งชาติ จำเป็นต้องใช้วิธีการหลากหลาย
เช่นเดียวกับ ไซมอน เออร์เพล หนึ่งในภัณฑารักษ์ที่กล่าวว่า เรื่องของชาวเยอรมันกับฮิตเลอร์ ยังไม่จบ และคนแต่ละรุ่นต้องหาคำตอบด้วยตนเอง
นิทรรศการนี้มิใช่ความพยายามครั้งแรกของเยอรมนีในอันที่จะหาข้อสรุปเกี่ยวกับฮิตเลอร์ แม้ว่าพรรคนาซียังเป็นเรื่องผิดกฎหมายและการแสดงภาพสวัสดิกะยังเป็นเรื่องต้องห้ามมาตั้งแต่สงครามสิ้นสุด แต่หนังสือชีวประวัติ สารคดีทางโทรทัศน์เกี่ยวกับผู้นำนาซีและบทความตามหน้านิตยสารและหนังสือพิมพ์อีกมากมายนับไม่ถ้วน ทยอยออกมาให้ผู้สนใจได้ศึกษากันอยู่เสมอ
อาจกล่าวได้ว่าข้อห้ามเรื่องฮิตเลอร์ที่อยู่กับเยอรมนีมาอย่างยาวนาน เริ่มสั่นคลอนครั้งใหญ่เมื่อภาพยนตร์ภาษาเยอรมันเรื่อง "ดาวน์ฟอลล์" ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมเมื่อปี 2547 ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือการฉายภาพชีวิตในวันท้ายๆ ของฮิตเลอร์ ก่อนฆ่าตัวตายในบังเกอร์หลบภัยในกรุงเบอร์ลิน ทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพฮิตเลอร์เป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง มากกว่าเป็นปีศาจผู้สั่งฆ่าชาวยิวหลายล้านคน
นายคาร์ล โชเนอร์ อดีตวิศวกรเยอรมัน วัย 68 ปี ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่าไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ฮิตเลอร์ยังคงเป็นเครื่องหมายการค้าของเยอรมนีอย่างเหนียวแน่น บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะสลัดคนคนนี้ออกไป แต่อันดับแรกที่ต้องทำคือการทำตามความเข้าใจให้ได้ก่อนว่า เหตุใดพวกเราถึงเคยหลงเทิดทูนบูชาบุคคลผู้นี้อย่างสูงสุด
อุไรวรรณ นอร์มา



