
'ชนชั้นนำ'ของสังคมไทยจะพาประเทศออกจากวิกฤติได้ไหม
ผมฟังคำให้สัมภาษณ์ทาง วิทยุจุฬาฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ยินคำว่า ชนชั้นนำ กับการแก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง จากนักวิชาการทางรัฐศาสตร์
อย่างน้อยสองท่าน ที่วิเคราะห์การเมืองให้เราฟังอย่างน่าสนใจมาตลอด อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร กับอาจารย์ไชยันต์ ไชยพร วิเคราะห์ทางออกของบ้านเมือง เกี่ยวกับบทบาทของ “ชนชั้นนำ” ค่อนข้างตรงไปตรงมา
ทำให้ผมคิดต่อไปว่าความเชื่อมโยงระหว่าง “ชนชั้นนำ” กับ “มวลชน” ที่เราได้ยินทั้งจากในห้องเรียนกับข้างถนนในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น จะมีส่วนที่จะนำพาประเทศให้พ้นจากทางตัน ที่ยังเป็นปัญหาหนักหนาสากรรจ์อย่างไรหรือไม่ เพราะคำว่า “อำมาตย์” กับ “ไพร่” ก็ดูเหมือนจะเพลาๆ ลงไป เพราะวาทกรรมทางการเมือง กลับมาสู่โหมดของคำว่า “ปรองดอง” ซึ่งเปลี่ยนมาจากการเผชิญหน้าที่ตะโกน “ออกไปๆ!” จาก “มวลชน” ของทั้งสองฝ่ายที่เผชิญหน้ากันมาหลายปีดีดักแล้ว
อาจารย์ผาสุก แห่งจุฬาฯ บอกว่า “ชนชั้นนำของสังคม” จะต้องมานั่งคิดว่าอยากให้ทหารมีบทบาทอย่างไรในการเมืองไทย
“ชนชั้นนำจะต้องมาช่วยกันคิดว่าจะมีวิธีป้องกันรัฐประหารต่อไปอย่างไร” อาจารย์ผาสุกบอก และยกตัวอย่างว่าอินโดนีเซียได้ก้าวเกินเมืองไทยในด้านนี้ไปแล้ว
อาจารย์ผาสุกบอกว่า เหตุผลหนึ่งจากการวิเคราะห์ ก็คือ “ชนชั้นนำ” ในอินโดนีเซียตระหนักว่า ถ้าหากจะมีกระบวนการปฏิรูปการเมืองเข้าสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน จะต้องกันเอาบทบาทของทหารออกจากศูนย์กลางการเมือง และชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ในอินโดนีเซียเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ แม้ว่าประธานาธิบดีอินโดฯ ปัจจุบัน (ซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน) จะเคยเป็นนายพลมาก่อน แต่ขณะนี้ ก็ไม่ได้เป็นแล้ว
และวันนี้ กองทัพอินโดนีเซียก็ไม่ได้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของประเทศแล้ว
อาจารย์ผาสุกบอกว่า การทำรัฐประหาร 2549 ได้นำทหารกลับมาสู่ศูนย์กลางของการเมือง “และได้กลายเป็นปัญหาที่เรายังแก้ไม่ตก”
ซึ่งมีผลทำให้ต้องทำอะไรหลายอย่าง เพื่อคงอำนาจทหารเอาไว้ เช่น การเพิ่มงบประมาณทหารและการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ โดยที่กระบวนการก็ไม่โปร่งใส
“ชนชั้นนำ” ในความหมายของอาจารย์ผาสุกคือใคร
อาจารย์ผาสุกตอบว่า “ก็กลุ่มนักธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจขนาดใหญ่ และกลุ่มการเมือง อย่างเช่น กลุ่มที่นำโดยคุณเนวิน ชิดชอบ และกลุ่มของกองทัพเอง...แล้วก็กลุ่ม royalists หรือกลุ่มนิยมเจ้า...และกลุ่มข้าราชการด้วย”
อาจารย์ผาสุกเน้นว่าที่สำคัญ คือ “กลุ่มนอกกองทัพ” โดยเฉพาะนักธุรกิจขนาดใหญ่
“เพราะถ้าเราเล่นการเมืองกับกองทัพ โดยมองว่าอาจจะใช้กองทัพ เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาการเมือง ก็จะเกิดช่องว่าง เป็นการเปิดช่องให้กองทัพสามารถดึงตัวเองขึ้นมาเป็นผู้มีบทบาททางการเมืองได้ แต่ถ้ากลุ่มที่มีอำนาจสำคัญทางการเมืองไม่ยอม ก็เป็นไปไม่ได้ที่กองทัพจะผุดขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เขาก็ต้องปรับตัว...”
น่าสนใจว่าคำว่า “ชนชั้นนำ” ที่อาจารย์ผาสุกเห็นบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศชาตินั้น หากหมายถึง “นักธุรกิจใหญ่” และ “กลุ่มการเมืองเช่นกลุ่มเนวิน” จะมีความผูกพันกับสิ่งที่เราเชื่อว่า “ประชาชนรากหญ้า” ต้องการมากน้อยเพียงใด และหาก “ชนชั้นนำ” เหล่านี้ มี “วาระ” ที่ผูกพันกับผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะจังหวะเวลา เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่พวกเขานั่งลงสรุปว่าจะให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ จะสอดคล้องต้องกันกับผลประโยชน์ของประเทศที่ยั่งยืนหรือไม่
“ชนชั้นนำ” ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีการเกาะเกี่ยวผลประโยชน์กับสถาบันทหารไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องค่อนข้างจะยากที่จะคาดหวังว่า ทางออกของประเทศชาติอยู่ที่ “ชนชั้นนำ” ไม่กี่กลุ่มที่ในอดีตได้พิสูจน์แล้วว่าจะอิงแอบอยู่กับอำนาจมากกว่าจะมีความคิดเป็นอิสระ เพื่อ “ประโยชน์สาธารณะ” อย่างที่เราอยากจะเห็นให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนถาวร
อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร แห่งจุฬาฯ ก็ได้พูดถึงบทบาทของ “ชนชั้นนำ” ในการแก้วิกฤติการเมืองเหมือนกัน...พรุ่งนี้ว่าต่อครับ
สุทธิชัย หยุ่น / http://www.oknation.net/blog/black



