
หอฯร้องรัฐฉีดยาแรงสกัดบาทแข็งจี้ธปท.ดูค่าเงินเป็นหลัก-นายกฯยันไม่ทุ่มแทรกแซง
นายกฯ ยันไม่เทหน้าตักเข้าแทรกแซงบาท หอการค้าเรียกร้องรัฐใช้ยาแรงเข้ามาแก้ปัญหา เสนอ 2 แนวทาง ชี้ระยะสั้น ธปท.ต้องปรับนโยบายให้ความสำคัญกับการดูแลค่าเงินมากกว่าเงินเฟ้อ พร้อมให้รัฐเก็บภาษีจากกำไรส่วนต่างดอกเบี้ย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาเงินบาทแข็งค่า ว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ก็ได้มีการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว เพราะคำนึงถึงปัญหาเงินไหลเข้า แต่การจะให้ลดดอกเบี้ยลงนั้น จากการสอบถามธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ค่อนข้างเชื่อว่าไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ ส่วนการเข้าไปแทรกแซงก็ต้องถามว่าแทรกแซงรูปแบบไหน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ตอบกระทู้สดในรัฐสภาไปชัดเจนว่า บางประเทศใช้เงินมหาศาลแทรกแซง ปรากฏว่าไม่สามารถฝืนตลาดได้
“คงไม่คุ้มหรอกครับ ถ้าทำแบบนั้น ถ้าเกิดการขาดทุนแล้วเงินสำรองกระทบมาก ผมก็มองว่าไม่คุ้มอยู่แล้ว แต่ว่าแบงก์ชาติเขาก็ระมัดระวังอยู่” นายกฯ กล่าวและว่า แนวทางของรัฐบาลไม่ได้ไปฝืนตลาด แต่จะพยายามบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบที่เกิดขึ้น
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ปลายปี 2551 จนถึงปัจจุบันพบว่าเงินบาทมีการแข็งค่าขึ้นถึง 13.6% สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และยังพบเงินบาทแข็งค่าที่สุดในเอเชียอีกด้วย ส่วนมาตรการที่รัฐบาลออกมาเพื่อดูแลค่าเงินบาท และช่วยเหลือแก่ผู้ส่งออกเอสเอ็มอีนั้น อาจจะไม่เพียงพอ จึงเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทต่อรัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น ธปท.ควรปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงิน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนในระยะ 3-6 เดือนเป็นอันดับแรก และเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นอันดับรองลงไป และเห็นว่า ธปท.ควรเข้ามาแทรกแซงตลาดอย่างเต็มที่ ด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพและได้ผลมากกว่าในปัจจุบัน
สำหรับมาตรการต่อไป เห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินมาตรการชะลอการไหลเข้าของเงินลงทุนที่จะเข้ามาหาผลกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย โดยควรออกมาตรการเก็บภาษีจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยไทยกับอัตราดอกเบี้ยของต่างประเทศ และเห็นควรให้ลดหรือชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงิน
“รัฐบาลควรกำหนดเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนี้ ให้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนของไทยในขณะนี้ เพราะการแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินบาทในลักษณะนี้จะเป็นปัจจัยลบที่ทำร้ายขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าของไทยทุกระดับในตลาดโลก และอาจส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการไทยขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง กระทบต่อเศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างรวดเร็วในปีหน้า ดังนั้นจึงเห็นว่ารัฐบาลควรใช้ยาแรงที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่านี้” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว



