ข่าว

 “เงินบาท” แข็ง-อ่อนก็ไม่ดี อยากได้ “พอดีๆ” (1)

“เงินบาท” แข็ง-อ่อนก็ไม่ดี อยากได้ “พอดีๆ” (1)

15 ต.ค. 2553

“ค่าเงินบาท” ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 13 ปี (นับจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540) กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม กอปรกับปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ทำให้เงินทุนจากต่างประ

  ประมาณการกันว่าในไตรมาส 4 ของปี “ค่าเงินบาท” มีแนวโน้มต่ำกว่า 30 บาท อีกทั้งยังมีการประมาณการกันว่าการส่งออกของไทยในครึ่งปีหลัง 2553 จะขยายตัวเพียง 11.8% มีมูลค่า 94,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากเงินบาทแข็งค่า (จาก 31.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาส 3 เป็น 30.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาส 4) เป็นการสูญเสียศักยภาพการแข่งขันในด้านราคาสินค้าส่งออก  เนื่องจากเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจะได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง

 นอกจากนั้น ยังเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของบรรดาประเทศนำเข้าสินค้าของไทย และมีการคาดกันว่าทิศทางการส่งออกจะยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่องไปถึงปี 2554 เนื่องจากแนวโน้มการชะลอตัวลดลงอีกของเศรษฐกิจโลก และความรุนแรงของปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น 

 ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าก็มาจากแรงเทขายเงินดอลลาร์ของผู้ส่งออกที่คาดการณ์ว่า “ค่าเงินบาท” จะแข็งค่าขึ้นอีก จึงรีบนำเงินดอลลาร์ที่ถืออยู่ออกมาขายเร็วกว่าปกติ เมื่อมีคำสั่งซื้อสินค้าก็จะสั่งขายเงินดอลลาร์ล่วงหน้าทันที ทั้งที่ยังไม่มีการส่งมอบสินค้าและชำระเงิน ในขณะเดียวกันผู้นำเข้าก็ชะลอการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เพราะประเมินว่าเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่ามากขึ้นอีก ทำให้มีการชะลอซื้อเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ปริมาณการเทขายดอลลาร์ของผู้ส่งออกมีมากกว่าการซื้อดอลลาร์สหรัฐของผู้นำเข้าเป็นผลให้ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าเร็วกว่าปกติ 

 อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลเพิ่มมากขึ้น จากการส่งออกของไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศขยายตัวน้อยกว่าการส่งออก ภาคเอกชนจึงพยายามเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรัฐบาลออกมาตรการฉุกเฉินในการป้องกันไม่ให้เงินนอกทะลักเข้ามาทำกำไรระยะสั้น 

 พร้อมเสนอให้อนุญาตให้ผู้ส่งออกสามารถชำระค่าระวางเรือเป็นเงินสกุลต่างประเทศ โดยไม่ต้องแลกเป็นเงินบาท พร้อมทั้งมีการเสนอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยลดค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านเข้าท่าเรือลง 10-20% เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกเป็นเวลา 3 เดือน และขอให้กรมศุลกากรยกเว้นค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 3-6  เดือน รวมถึงให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนเพื่อประกันความเสี่ยงช่วยเหลือเอสเอ็มอี หรือบรรดาผู้ประกอบการขนาดเล็กด้วย 

 ข้อเรียกร้องต่างๆ เหล่านี้ทำให้ ธปท. ต้องชั่งน้ำหนักถึงมาตรการแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ธปท. ส่งสัญญาณเป็นระยะว่าอาจจะต้องออกมาตรการเพื่อดูแลค่าเงิน เพราะสถานการณ์ขณะนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงมีท่าทีพร้อมจะปรับมาตรการควบคุม “ค่าเงินบาท” ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น แต่ต้องระวังให้จงหนักนะครับในกรณีที่ ธปท. จะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทมากเกินไป ก็อาจจะติดกับดักที่ตัวเองขุดเอาไว้จนไม่สามารถหยุดแทรกแซงค่าเงินของตัวเองได้ 

 แต่ทำได้แค่เพียงพยุงการแข็งค่าของ “ค่าเงินบาท” ได้เล็กน้อยเท่านั้น ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมหาศาล กับ ธปท.  ดังจะเห็นได้จากการส่งสัญญาณมาตรการต่างๆ ในการควบคุม “ค่าเงินบาท” ให้อยู่ในอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม ส่วนจะได้ผลเป็นอย่างไรก็คงต้องติดตามต่อไป อย่ากะพริบตาเป็นอันขาดครับ