
ฮานอย 1,000 ปี
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2010 หรือวันที่ 10 เดือน 10 ปี 10 เป็นวันที่กรุงฮานอยมีอายุครบ 1,000 ปี ซึ่งทางการเวียดนามจัดให้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ คอลัมน์ วันเว้นวันฯ วันนี้ จึงขอย้อนเล่าประวัติความเป็นมาของนครหลวงแห่งนี้สู่คุณๆ ผู้อ่านครับ
ฮานอยมีชื่อดั้งเดิมว่า ถั่งลอง ซึ่งในภาษาเวียดนามหมายถึงมังกรทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งตามพงศาวดารกล่าวว่า “ฤดูใบไม้ร่วง เดือนเจ็ด ปีแกง เตวี้ด (ตรงกับ ค.ศ.1010) กษัตริย์ (ลีถายโต่)โปรดให้ย้ายราชธานีจากฮวาลือ มายังด่ายลา แต่ขณะที่ล่องเรือมาตามลำน้ำ (แม่น้ำแดง) ปรากฏมังกรลอยขึ้นเหนือน้ำ ดังนั้นจึงได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นถั่งลอง” ทั้งนี้ แสดงว่าก่อนที่จะมีถั่งลองนั้น บริเวณดังกล่าวมีเมืองเก่าตั้งอยู่ก่อนแล้ว คือเมืองด่ายลาซึ่งเป็นอาณาจักรเล็กๆ ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิจีน ตั้งแต่ยุคราชวงศ์สุย (581-618) และราชวงศ์ถัง (618-907)
ในสมัยราชวงศ์ลี ฮานอยมีความเข้มแข็งทั้งด้านการปกครอง การทหาร การค้า และศิลปวัฒนธรรม ในขณะที่จีนเสื่อมอำนาจลง แต่ในช่วงปลายราชวงศ์ลีเกิดความวุ่นวายทางการเมืองจนเกิดการรบพุ่งแย่งชิงอำนาจกันขึ้น ก่อนที่กองทัพมองโกลของกุบไลข่านจะเข้ามาตีเวียดนามได้สำเร็จ ศ.ดร.เหงียน มินห์ ถ่อง แห่งสถาบันประวัติศาสตร์ศึกษาของเวียดนาม เล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ตอนนี้ให้ผมฟังว่า ก่อนจะสิ้นราชวงศ์ลี มีเจ้าชายองค์หนึ่งเสด็จหนีจากฮานอยไปอยู่ที่เกาหลี และได้อาสากษัตริย์เกาหลีสู้รบกับศัตรูมีความดีความชอบได้รับการยกย่องอย่างสูง ซึ่งยังมีเชื้อสายสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันโดยใช้นามสกุลว่าลี และหลายคนได้กลายเป็นนักธุรกิจใหญ่ของเกาหลีที่นำเงินมาลงทุนในกิจการต่างๆ ในเวียดนามเวลานี้
ฮานอยได้หมดบทบาทของความเป็นเมืองหลวงไปในสมัยราชวงศ์เหงียน เมื่อกษัตริย์ยาลอง หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ องเชียงสือ ได้ย้ายราชธานีไปอยู่ที่เว้ ในปี 1802 แต่เมื่อเวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ในปี 1887 ฝรั่งเศสได้ย้ายเมืองหลวงกลับมาอยู่ที่ฮานอยตามเดิม และเมื่อเวียดนามถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยมีไซ่ง่อนเป็นเมืองหลวงของเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ก็ใช้ฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ จนการรวมประเทศประสบผลสำเร็จในปี 2518 อีกหนึ่งปีถัดมา ฮานอยจึงเป็นเมืองหลวงเพียงแห่งเดียวของเวียดนาม ขณะที่ไซ่ง่อนได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นโฮจิมินห์ซิตี้
แม้ว่าฮานอยจะถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนักในช่วงสงครามกับสหรัฐ ถึงขนาดที่เมืองทั้งเมืองแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง เพราะประชาชนต้องอพยพออกไปอยู่ในชนบท เหลือเพียงทหารและเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นในตัวเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง แต่ทุกวันนี้ฮานอยโดยเฉพาะย่านเมืองใหม่กลับเต็มไปด้วยอาคารทันสมัย และกระแสพลวัตรทางเศรษฐกิจที่โลดแล่น
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งซึ่งยังติดอยู่ในใจของนักประวัติศาสตร์อย่าง ศ.ดร.เหงียน มินห์ ถ่อง ก็คือชื่อของเมืองหลวง ซึ่งฮานอยอันเป็นชื่อที่เรียกกันภายหลังนั้น ในภาษาเวียดนามคือ “เมืองในระหว่างแม่น้ำ” ซึ่งไม่มีความหมายที่ลึกซึ้งอะไร นอกจากแสดงถึงภูมิประเทศของตัวเมือง ดังนั้น ศ.ดร.เหงียน กับนักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงได้เข้าชื่อกันทำหนังสือถึงรัฐบาลเวียดนาม เพื่อเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อเมืองหลวงจากฮานอย กลับไปใช้ชื่อถั่งลอง ซึ่งมีรากฐานทางประวัติศาสตร์และมีความหมายที่เป็นมงคล
ไม่ว่าการเรียกร้องของนักวิชาการจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ และเมืองหลวงของเวียดนามจะได้ใช้ชื่อ “มังกรทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า” เหมือนเมื่อ 1,000 ปีก่อนหรือไม่ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือ การพุ่งทะยานทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า คือ ปี 2020 เวียดนามจะก้าวสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในระดับเดียวกับ เกาหลี สิงคโปร์ และฮ่องกง
ไม่ใช่แค่ (การเขียน) “เสือตัวที่ 5” แบบไทย-ไทย แต่เวียดนามมีความพยายามและความตั้งใจที่จะเป็น “มังกรตัวที่ 4” แบบตัวจริง-เสียงจริง ครับ



