
"รัฐบาลไม่นิ่ง" ทำกฎหมายกีฬาช้า
กฎหมายกีฬา 3 ฉบับ ยังคลอดไม่ได้ "บิ๊กหนุ่ม" กนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ชี้อาจไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ ห่วงเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่นิ่ง อาจล่าช้าไปอีก
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เป็นประธานการเสวนา เรื่อง "กฎหมายกับสมาคมกีฬา" ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการฝ่ายประสานสัมพันธ์สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยและสื่อมวลชน ของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย โดยมีผู้บริหารองค์กรกีฬา สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย เข้าร่วมคับคั่ง ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม
"บิ๊กหนุ่ม" นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) บรรยายพิเศษเรื่อง การรับรู้และบทบาทของกฎหมายกีฬาต่อการพัฒนากีฬาชาติ โดยผู้ว่าการ กกท. กล่าวว่า ขณะนี้กฎหมายกีฬา 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กกท.ฉบับใหม่ พ.ร.บ.สารต้องห้าม และ พ.ร.บ.กีฬาอาชีพ อยู่ระหว่างแปรญัตติในสภา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกพอสมควร กว่าที่กฎหมายกีฬาทั้งหมดจะสามารถออกบังคับใช้ได้ และไม่แน่ใจว่าจะทันก่อนรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่นิ่ง อาจทำให้เกิดความล่าช้าได้อีก
ผู้ว่าการ กกท.กล่าวว่า กฎหมายกีฬาฉบับต่างๆ มีความสำคัญในการพัฒนากีฬาโดยตรง สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และนักกีฬาควรศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ อาทิ เรื่องสิทธิต่างๆ ที่นักกีฬาพึงได้รับ รวมถึงบทลงโทษต่างๆ กรณีทำผิดกฎหมาย อาทิ การล้มมวย ล้มบอล จะมีบทลงโทษอย่างหนักถึงขั้นติดคุก โดยที่ผ่านมามีคดีความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกีฬาพอสมควร อยากให้ทุกคนในวงการกีฬาศึกษาคำตัดสินของศาลปกครองในคดีต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้และปกป้องสิทธิ์ของตนเอง
นอกจากนี้ นายกนกพันธุ์ ยังเห็นด้วยกับผู้แทนจากสมาคมหมากรุกสากล ที่เสนอให้จดทะเบียนตั้งสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย โดยเปลี่ยนจากทำเรื่องขอกับกระทรวงมหาดไทย มาเป็นอำนาจของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแทน เช่นเดียวกับงบประมาณที่ กกท.จ่ายไปให้สมาคมกีฬาในแต่ละปี ควรจะมีการตรวจสอบ โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณคุ้มค่าที่สุด
ขณะที่ พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการที่กฎหมายกีฬา 3 ฉบับอยู่ในระหว่างการแปรญัตติในสภา จึงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ในขณะที่ข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เสนอแก้ไขกฎหมายกีฬาในการเสวนาครั้งนี้ จะนำไปรวบรวมเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา เสนอกลับเข้าไปยังสภาอีกครั้ง



