
"ศึกแดงสาวไส้"
ศึกสาวไส้ให้กากินของ "คนเสื้อแดง" ดูแล้วคงลุกลามไม่แพ้ศึกรบกับคนนอก และอาจจะดุเดือดมากกว่า เพราะการผลักมิตรให้เป็นศัตรูน่ากลัวกว่า เนื่องจากว่ารู้ข้อมูลภายในลึกกว่าคนนอก
ก็น่าแปลกที่เจ้าของฉายาใหม่ "ฮาร์ทควาย" อย่าง "เมธี อมรวุฒิกุล" อดีตแนวร่วมคนเสื้อแดง ที่เคยออกมาให้ข่าว "รัก" ต้องมาแถลงข่าว "ถูกขู่ฆ่า" ในเวลาเดียวกันหลังจากถูก "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) กันตัวไปเป็นพยานในคดีผู้ก่อการร้ายจากเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
เมื่อก่อน "เมธี" ไม่ตกเป็นเป้าโจมตีมากนัก แต่หลังจากการเปิดตัวครั้งล่าสุดไปขึ้นศาลคดีทำร้ายร่างกายผู้อำนวยการเลือกตั้งสุราษฎร์ธานี พรรคเพื่อไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอคอยประกบให้ความคุ้มครองตลอดเวลาประกอบกับการให้สัมภาษณ์ในประเด็น "แอนนี่ บรู๊ค" ทำให้ "เมธี" กลายเป็นที่สนใจของสังคมในทันที
แต่การขอเข้าพบ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอให้ถอนประกัน "จตุพร พรหมพันธุ์" แกนนำคนเสื้อแดง โดยอ้างว่า "จตุพร" โทรศัพท์ข่มขู่ทำร้าย และขอให้ "เมธี" เลิกเป็นพยานในคดีก่อการร้าย โดยเห็นว่าการกระทำของ "เมธี" ทรยศคนเสื้อแดง
หลังจากเข้าพบ "อธิบดีดีเอสไอ" ทาง "เมธี" ได้ปรี่ไปที่ห้องแถลงข่าวสื่อมวลชนทันที พร้อมกับอ่านคำแถลงที่เตรียมมาล่วงหน้าทันที โดยมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอคอยประกบและพยายามบอกให้หยุดการให้ข่าว
แต่บุคลิกของ "เมธี" นาทีนี้ถือว่าไม่มีอะไรจะเสียจึงนำข้อมูลที่ตัวเองรู้มาและจากข้อมูลรอบตัวนำมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนทั้งเรื่องเงินบริจาคผู้เสียชีวิต 68 ล้าน และประโยคเด็ดที่ร้องขอให้สื่อนำเสนอให้ได้คือ "ถ้านายจตุพรแน่จริงก็ท้าต่อยกันเลยดีกว่าอย่ามาลอบกัด"
ส่วนข้อเท็จจริงเรื่องขู่ทำร้ายจะเป็นจริงหรือไม่เป็นการสนทนากันระหว่างจตุพรกับเมธีแม้ว่าจะมีการตรวจสอบการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาข่มขู่สมัยนี้ก็คงตรวจสอบยาก เพราะคงไม่มีใครใช้ชื่อจริงลงทะเบียน
ครั้งนี้ถือว่าเป็นการ "เอาคืน" เพราะคำพูดของ "เมธี" มีทั้งคนในพรรคเพื่อไทยและคนนอกพรรครอจังหวะเอาคืน "จตุพร" อยู่เหมือนกัน เนื่องจากไม่พอใจกับพฤติกรรมผูกขาดความเป็น "แดงแท้" ไว้คนเดียว
หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าแทบทุกคนในแวดวงเสื้อแดงหากไปทำสิ่งที่ทำให้เสื้อแดงเสียหาย "จตุพร" จะออกมาประกาศก่อนเลยว่าเป็นพวก "แดงเทียม" เช่นกรณีคนเสื้อแดงทุบรถ "นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่กระทรวงมหาดไทย
แม้กระทั่ง "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ซึ่งเข้ามาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง ในช่วงแรก "จตุพร" ก็ยังประกาศว่าไม่ใช่คนเสื้อแดงพร้อมกับต่อว่าเสียๆ หายๆ แต่สุดท้ายก็ต้องพึ่งพา "เสธ.แดง" ให้ช่วยเหลือเรื่องกองกำลัง
ศึกระหว่าง "จตุพร" กับ "เมธี" ในครั้งนี้ถือเป็นศึก "คนเสื้อแดง" ที่ต่างอ้างว่าตัวเองเป็น "แดงตัวจริง" เป็นแดงที่ทำงานและใกล้ชิด "ทักษิณ ชินวัตร"
คงไม่มีอะไรที่ทำให้ "สหายร่วมรบ" แตกคอกันเองเท่ากับเรื่อง "ผลประโยชน์" จากประวัติศาสตร์การสู้รบของมวลชนในอดีตเกิดปัญหาเรื่อง "เงิน" เป็นสาเหตุใหญ่ทำให้ไม่ไว้วางใจกัน
ขณะที่ "เพื่อนร่วมรบ" บางกลุ่มต้องถูกคุมขัง แต่อีกคนกลับมีชีวิตที่อิสระเมื่อมีคนอย่าง "เมธี" ออกมาโจมตี "จตุพร" ซึ่งผูกขาดความเป็นแดงแท้ย่อมมีคนสะใจ
และคนอย่าง "เมธี" แม้จะไม่ค่อยมีบทบาทในพรรคเพื่อไทยโดดเด่นเหมือน "โฆษกเสด็จพี่" พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่มีพวกพ้อง ยังรู้ข้อมูลความเป็นไปภายในพรรคอยู่เหมือนกัน
การที่ "เมธี" ออกมาตอบโต้ "จตุพร" ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ "เอาคืน" เรื่องส่วนตัวของแต่ละฝ่ายไปเปิดเผยต่อสังคม แต่ต้องการเปิดประเด็นเรื่องเงินบริจาค 68 ล้านบาทที่ก่อนหน้านี้มีข่าวขึ้นมาพักใหญ่แต่ก็หายไป
การออกมาเปิดประเด็นเรื่องเงินบริจาค 68 ล้านบาทอีกครั้งอย่างน้อยก็ทำให้ "คนเสื้อแดง" ที่ข้องใจแต่ไม่มีกล้าพูดกลับมาตั้งใจรอคำตอบอีกครั้ง เพราะตลอดเวลาที่มีการชุมนุมข่าวการสนับสนุนทางการเงินจากที่ต่างๆ มีเข้ามาจำนวนมาก แต่ยอดเงินจากปาก "จตุพร" มีเพียงแค่ 37 ล้านเท่านั้น
ข้อเท็จจริงยอดเงิน 68 ล้านจากปาก "เมธี" จะเป็นอย่างไรต้องรอพิสูจน์ แต่อย่างน้อยก็ทำให้คำเตือนที่ว่า "อย่าผลักมิตรไปเป็นศัตรู" เป็นเรื่องจริงๆ



