
ธปท.จับตาบาทจ่องัดมาตรการเพิ่มผู้ส่งออกกัดฟันยอมขาดทุนปรับขึ้นราคาไม่ได้
ผู้ว่าการ ธปท.ระบุปัญหาทุนเคลื่อนย้ายหนังยาว จับตาหากพบเข้ามาเก็งกำไรมากอาจมีมาตรการออกมาเพิ่ม "ฉลองภพ" แนะลดดอกเบี้ยนโยบายเบรกเงินไหลเข้า สรท.โอดปรับราคาส่งออกคู่ค้าเมินสั่งซื้อ จำใจยืนราคาเดิมแบกขาดทุน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายอาจต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะคลี่คลาย ซึ่งทำให้ ธปท.ต้องวางแผนเพื่อรับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น แต่มาตรการที่จะนำมาใช้ก็ต้องดูตามความเหมาะสมและความจำเป็นในแต่ละสถานการณ์ โดยมาตรการเรียกเก็บภาษี ณ ที่จ่าย 15% บนกำไรและดอกเบี้ยจากการลงทุนในตราสารหนี้ ถือว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และสิ่งที่ ธปท.กำลังทำอยู่คือ พยายามลดผลกระทบต่างๆ เท่าที่พอจะทำได้
สำหรับแนวทางหนึ่งที่ ธปท.พยายามดำเนินการอยู่ คือบริหารอัตราแลกเปลี่ยนที่เรียกว่าระบบลอยตัวแบบมีการจัดการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันก็ใช้มาตรการในการกำกับดูแลเพื่อควบคุมเงินตราให้เป็นประโยชน์ เพื่อลดผลกระทบของปัญหาที่เกิดจากภายนอกประเทศ
นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.ยังคงจับตาการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนระยะสั้น หากพบว่ามีแรงเก็งกำไรจากเงินลงทุนเหล่านี้ค่อนข้างมาก ทาง ธปท.ก็อาจมีมาตรการอื่นเพิ่มเติมออกมาได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเงินบาทเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวน แต่การแข็งค่าของเงินบาทก็มีโอกาสที่จะอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ดังนั้น ในสิ่งที่ ธปท.พยายามทำ คือชะลอความผันผวน อะไรที่เป็นเงินสั้น ธปท.เองก็ไม่อยากได้มากนัก ซึ่งตรงนี้ก็กำลังจับตาดูอยู่
ด้านนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธปท.ควรเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อไม่ให้ปรับตัวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้ยากต่อการคาดเดา และหากมีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อการแทรกแซงก็ต้องทำ นอกจากนี้ ธปท.ควรพิจารณานโยบายการเงินอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งมองว่าดอกเบี้ยนโยบายน่าจะปรับลดลงได้อีก เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานในปัจจุบันยังอยู่ระดับต่ำ และภาคส่งออกที่ดูเหมือนว่าจะขยายตัว แต่ถ้าดูจริงๆ แล้ว การส่งออกที่ขยายตัวเป็นเพราะมาจากฐานที่ต่ำ
นายไพบูลย์ พลสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องขอปรับขึ้นราคาสินค้าราว 12% ทำให้ผู้นำเข้าลังเลที่จะรับคำสั่งซื้อ เพราะเศรษฐกิจในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็ม โดยเงินบาทที่แข็งค่ามากทำให้ผู้ส่งออกคำนวณราคาไว้ที่ค่าบาท 28 บาท ซึ่งผู้นำเข้าเข้าใจปัญหาผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า แต่ก็ได้สอบถามราคากับผู้ผลิตในประเทศอื่นและไม่รับราคาที่ผู้ส่งออกไทยเสนอ สุดท้ายผู้ส่งออกต้องยอมรับคำสั่งซื้อในราคาที่ขาดทุน



