
อุตฯปิโตรฯแชมป์จ่ายค่าจ้างสูงสุดส.อ.ท.คาดปีนี้ธุรกิจขึ้นค่าจ้าง-จ่ายโบนัสเพิ่มขึ้น
สำรวจค่าจ้างแรงงานปี 53/54 กลุ่มปิโตรฯ-พลังงานจ่ายสูงสุด ส่วนต่ำสุดเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า ส.อ.ท.คาดปี 53 ธุรกิจปรับขึ้นค่าจ้างและโบนัส มากกว่าปีที่แล้ว เหตุเศรษฐกิจเติบโตสูงขึ้น
นายประพันธ์ ชัยกิจอุราใจ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และมหาวิทยาลัยศรีปทุมได้ทำรายงานค่าจ้างและสวัสดิการปี 2553/2554 ที่ได้จากการสำรวจสถานประกอบการ 302 แห่ง ครอบคลุมกิจการไทย ต่างชาติและร่วมทุนใน 26 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการจ่ายค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี ก๊าซ และพลังงานทดแทน รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้าเป็นกลุ่มที่จ่ายค่าตอบแทนต่ำสุด ตามมาด้วยกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่รายจ่ายค่าจ้างสูงสุดนั้น ผู้บริหารระดับสูงได้รับค่าจ้าง 141,893 บาท ผู้บริหารระดับกลาง 78,173 บาท ผู้บริหารระดับต้น 46,816 บาท เจ้าหน้าที่ 23,590 บาท พนักงานปฏิบัติการ 20,121 บาท ขณะที่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่ำสุด ผู้บริหารได้รับค่าจ้าง 31,208 บาท ผู้บริหารระดับกลาง 24,298 บาท ผู้บริหารระดับต้น 14,119 บาท เจ้าหน้าที่ 10,937 บาท พนักงานปฏิบัติการ 7,196 บาท
ทั้งนี้ จากการสำรวจค่าจ้างเฉลี่ยขั้นต้นของผู้ไม่มีประสบการณ์วุฒิ ปวช. อยู่ที่ 6,590 บาท ปวส. 7,697 บาท ปริญญาตรี 11,518 บาท ปริญญาโท 16,868 บาท ปริญญาเอก 24,961 บาท ส่วนค่าจ้างผู้มีประสบการณ์แยกตามตำแหน่งพบว่าผู้บริหารระดับสูงมีค่าจ้าง 12,500-289,610 บาท ผู้บริหารระดับกลาง 11,000-160,000 บาท ผู้บริหารระดับต้น 8,000-117,000 บาท ระดับชำนาญการ 8,000-150,000 บาท ระดับเจ้าหน้าที่ 11,000-62,500 บาท ระดับปฏิบัติการ 4,500-30,421 บาท
นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า ในปี 2552 มีสถานประกอบการจ่ายโบนัส 91.7% เฉลี่ยจ่าย 2.3 เดือน มีการปรับค่าจ้างเฉลี่ย 5% มีอัตราการเข้าออกงานเฉลี่ย 17.12% โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม-ธันวาคม 2553 มีจำนวนสถานประกอบการที่มีนโยบายปรับค่าจ้างขึ้น 13.2% มีสถานประกอบการที่ปรับค่าจ้างลง 0.7% ส่วนการจ่ายโบนัสพบว่ามีสถานประกอบการที่มีนโยบายจ่ายโบนัส 53%
ด้านนายทวี หมัดเนาะ คณะกรรมการบริหารสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ปี 2552 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 4.5% ส่งผลให้มีการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 5.05% และปี 2553 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 7.5-8.0% จึงคาดว่าการปรับค่าจ้างขึ้นและการจ่ายโบนัสจะมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าปีที่แล้ว ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนผลประกอบการของธุรกิจส่งออกอาจจะมีปัญหาเพราะรายได้ในรูปเงินบาทลดลง โดยอาจจะส่งผลต่อนโยบายการปรับค่าจ้างและการจ่ายโบนัสของบริษัทส่งออกต่ำกว่าปีที่แล้ว



