ข่าว

การปฏิรูปสภาผู้แทนราษฎร(เคยมีด้วยเหรอ?)

การปฏิรูปสภาผู้แทนราษฎร(เคยมีด้วยเหรอ?)

14 ต.ค. 2553

ต้องขอโทษท่านผู้อ่านไว้ก่อน หากชื่อเรื่องกับเรื่องที่เขียนอาจไม่สอดคล้องต้องกันพอดี เพราะความจริงเรื่องที่อยากจะเขียนนั้นมันเป็นชื่อรวมๆ ในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า parliamentary reform หรือการปฏิรูประบบรัฐสภา

 แต่พอจะใช้ชื่อนี้ทีไร กลับพบว่ายิ่งใช้ชื่อนี้ เรื่องที่มีกลับกลายเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากประเด็นที่ต้องการเขียนอย่างเฉพาะเจาะจงเข้าไปทุกที นั่นก็เพราะว่า เมื่อมีการพูดถึง parliamentary reform กลับกลายเป็นเรื่องของ "การปฏิรูปการเมือง" ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ใหญ่โต ครอบคลุมกว้างขวางไปในทุกเรื่อง แต่เรื่องที่ไม่ได้พูดมากที่สุดก็คือการปฏิรูปสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่ว่าจะมองในมุมไหน ก็เป็นสถาบันที่เป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญที่สุดในการเมืองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอยู่ดี อย่างน้อยในเรื่องของการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี การออกกฎหมาย และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

 หรือจะให้พูดด้วยภาษาสมัยนี้ ก็คงจะเรียกได้ว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้นถูก "กระชับพื้นที่" นั่นแหละครับ ทั้งในส่วนของที่มา/จุดตั้งต้น และอำนาจหน้าที่

 เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหรอกครับ แต่เริ่มชัดเจนตั้งแต่สมัย 2540 แล้วครับ ภายใต้ชุดแนวคิดของนักกฎหมายมหาชนที่เรียกสิ่งที่เขาทำว่า "การทำให้ระบบรัฐสภานั้นมีเหตุผลมากขึ้น"

 แต่การทำให้รัฐสภานั้นมีเหตุผลมากขึ้นกลับกลายเป็นเรื่องของการกระชับพื้นที่ให้แก่สภาผู้แทนราษฎร โดยไปเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งให้มีลักษณะที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งคุณสมบัติของผู้สมัคร ทั้งการมีการตรวจสอบด้วยองค์กรอิสระที่เรียกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง และการสร้างกรอบกฎหมายให้พรรคการเมืองเป็นที่มาสำคัญของการส่งผู้สมัครเลือกตั้ง และที่มาในทางนโยบาย

 ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีการสร้างสถาบันอื่นๆ แยกออกไปจากสภาผู้แทนราษฎรมากขึ้น อาทิ วุฒิสภา และองค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะในกรณีของการมีวุฒิสภา ซึ่งก็มาจากการเลือกตั้งเช่นกันอย่างในกรณีของรัฐธรรมนูญ 2540 หรืออย่างน้อยก็มาจากการเลือกตั้งและการสรรหาอย่างละครึ่งอย่างในกรณีรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 รวมไปถึงการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถรวมตัวกันริเริ่มกระบวนการทางกฎหมาย และตรวจสอบผู้บริหารได้

 ผมคิดว่ามาถึงวันนี้เราคงจะต้องตั้งหลักกันอีกสักครั้ง อย่างน้อยในพื้นที่ที่เหลือ ที่จะทำอย่างไรให้สภาผู้แทนราษฎรกลับมาเป็นสถาบันที่เป็นแก่นแกนสำคัญของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอย่างจริงจัง

 แน่นอนว่า การจัดการเรื่องคุณสมบัติอันเป็นที่มาของสภาผู้แทนราษฎรนั้นส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญในการทำให้ผู้ที่จะมาเป็นผู้แทนราษฎรนั้นในทางหนึ่งมีความเป็นผู้แทนของแต่ละพื้นที่ และในอีกทางหนึ่งก็คือทำให้คนในพื้นที่อื่นเขายอมรับตัวแทนของพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ของตน

 และการเพิ่มสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ขึ้นมาทำหน้าที่ที่กว้างขวางขึ้นของระบบรัฐสภา

 แต่โจทย์ที่เรายังไม่เคยแก้เลยก็คือข้อกล่าวหาสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกว่า "เผด็จการรัฐสภา" ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาคลาสสิกอย่างน้อยมาตั้งแต่การทำรัฐประหารเมื่อปี 2534

 วันเวลาผ่านไปสิบกว่าปี การแก้ปัญหาเผด็จการรัฐสภานั้นกลายเป็นว่า ไม่ได้แก้ที่แกนหลักของเรื่องเลย นั่นก็คือการทำให้สภาผู้แทนนั้นเป็นสภาผู้แทนที่เป็นทั้งตัวแทนของแต่ละพื้นที่และเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ และสามารถทำหน้าที่ทั้งตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารและสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารได้ด้วยในแง่ของการผลักดันกฎหมายที่เป็นฐานของการทำงานการเมืองในเชิงนโยบายได้ เพราะระบบพรรคการเมืองที่มีการบริหารจัดการได้และมีฐานอุดมการณ์ย่อมจะทำให้การขับเคลื่อนเชิงนโยบายนั้นเป็นไปได้ และทำให้ความพร้อมรับผิด (accountability) นั้นเกิดขึ้นได้ เพราะถ้าไม่ดี คราวหน้าก็ไม่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นตัวแทน

 ผมเองก็ยังไม่ได้มีทางออกที่ชัดเจนมากนัก แต่คิดว่าไม่ว่าจะมีการแก้หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เรื่องนี้คงจะต้องเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายความในเชิงของการเอาอำนาจเก่ากลับคืนมา แต่อาจจะต้องปรับปรุงระบบกรรมาธิการของสภาผู้แทน และปรับปรุงขั้นตอน-ธรรมเนียมปฏิบัติในการประชุมสภาเสียใหม่ ซึ่งอาจจะต้องอาศัยทั้งเรื่องของการกดดันทางการเมืองผ่านสื่อและความเห็นสาธารณะ และในอีกทางหนึ่งก็คือเรื่องของการออกแบบสถาบันในเชิงระเบียบกฎเกณฑ์เสียใหม่ แต่ต้องไม่ใช่การออกแบบที่มีฐานคติในการกระชับพื้นที่ หากเป็นการมองเชิงสร้างสรรค์ถึงการทำงานร่วมกันและตรวจสอบกันได้ในขณะเดียวกันต่างหาก