
ฮุนเซนโต้ข้อกล่าวหาเขมรแหล่งฝึกแดง
ฮุนเซนโต้ข้อกล่าวหาเขมรเป็นแหล่งฝึกอาวุธของนักรบเสื้อแดง "นายกฯ"จี้จนท.ระวังจ้อข่าวเสื้อแดงฝึกอาวุธในประเทศเพื่อนบ้านต้องระวัง พร้อมไฟเขียวลุยตรวจสอบเสื้อแดงซุ่มฝึกในเขมร ยันไม่ได้กล่าวหาใคร "กษิต" เตรียมประสานกัมพูชาส่งข้อมูลดีเอสไอตรวจสอบข้อมูลนักรบแดง
(13ต.ค.) นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าววันนี้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องกัมพูชาเป็นแหล่งฝึกก่อการร้ายของนักรบเสื้อแดง โดยบอกว่า กัมพูชามีพันธะที่จะปราบปรามการก่อการร้าย และไม่มีความสนใจเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของไทย นอกจากนี้โฆษกคณะรัฐมนตรีออกแถลงการณ์ด้วยว่ากัมพูชาไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติจัดตั้งค่ายฝึกหรือฐานบัญชาการทางทหารใดๆในดินแดนกัมพูชา
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทางการกัมพูชาได้ออกโรงโจมตีหน่วยงานไทยว่าเล่นสกปรกกรณีกล่าวหาว่า กลุ่มเสื้อแดงได้ใช้พื้นที่ของกัมพูชาเป็นสถานที่ฝึกอาวุธ โดยโฆษกประจำคณะรัฐบาลกัมพูชากล่าวว่า กัมพูชาไม่เคยอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาตั้งค่ายฝึกอาวุธ หรือตั้งค่ายทหารในประเทศ และรัฐบาลกัมพูชาต้องการให้หน่วยงานดีเอสไอของไทย ยุติเกมสกปรกกุหลักฐานเรื่องนี้ เพื่อพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของคนไทยต่อปัญหาการเมืองและปัญหาสังคมต่าง ๆ ในประเทศ
การออกโรงโจมตีนี้เกิดขึ้นหลังจากหน่วยสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ได้ระบุว่า มีสมาชิกเสื้อแดง 11 ราย ที่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ สารภาพว่าได้รับการฝึกฝนด้านทหารและอาวุธในเมืองเสียมเรียบเพื่อลอบสังหารนักการเมืองไทย
แม่ทัพภ.2ซัดDSI-สื่ออ้างเขมรเป็นแหล่งกบดานแดง
พลโทธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกรณีที่ได้เข้าพบผู้นำทหารสูงสุดของกัมพูชาเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2553 ที่ผ่านมา ว่า เป็นการพบปะกับผู้นำทหารของประเทศกัมพูชาเป็นการส่วนตัว ไม่มีการหยิบยกปัญหาความขัดแย้งหรือผลกระทบระหว่าง 2 ประเทศมาพูดคุยกันเพราะไม่อยากให้เสียบรรยากาศในการพบปะ แต่ก็ยืนยันได้ว่า ความสัมพันธ์ทางทหารของไทยและกัมพูชายังดีต่อกัน
สำหรับกรณีที่ดีเอสไอให้ข้อมูลว่า มีการฝึกกองกำลังก่อการร้ายที่พุ่งเป้าโจมตีประเทศไทย ในค่ายทหารแห่งหนึ่งของประเทศกัมพูชานั้น พลโทธวัชชัย ระบุว่า การให้ข้อมูลในลักษณะนี้ ถือเป็นเรื่องไม่ดีนัก เนื่องจากมีการนำเสนอทางสื่อมวลชน ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่แน่ชัด อาจทำให้การพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันมีอุปสรรคมากยิ่งขึ้น การทำงานของทหารก็จะลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะเรื่องเหล่านี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับทางกัมพูชาได้ ดังนั้นจึงอยากวอนผู้ที่ออกมาให้ข้อมูลในลักษณะนี้ ควรคำนึงถึงผลกระทบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้มากกว่าที่เป็นอยู่ หรือควรหลีกเลี่ยงที่จะนำเสนอข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว ทางที่ดีเรื่องอะไรที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งก็ขอให้พูดแค่เรื่องภายในประเทศอย่าพาดพิงถึงประเทศอื่น
แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า การฝึกกองกำลังติดอาวุธที่ว่า มองว่าไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีการฝึกในพื้นที่ภาคอีสาน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศกัมพูชานั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่กลุ่มคนกลุ่มนี้จะต้องหลบหนีไปฝึกถึงต่างประเทศ และจากการที่เคยได้ลงพื้นที่ไปพบปะกับอดีตกลุ่ม นปช.ในพื้นที่หลายคน ก็ได้ข้อมูลว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในประเทศเคยมีการฝึกอาวุธกันจริง แต่ฝึกในพื้นที่ประเทศไทยไม่ได้ไปฝึกนอกประเทศ แต่ข้อมูลนี้เป็นเรื่องที่มีมาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ระเบิดหลายแห่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่มาถึงวันนี้ยืนยันว่ายังไม่พบว่ามีการฝึกกองกำลังดังกล่าวในพื้นภาคอีสานแต่อย่างใด ส่วนข่าวที่ดีเอสไอออกมาพูดนั้นตนเองยังไม่รู้ข้อมูลข้อเท็จจริงว่าได้มาอย่างไร และทางดีเอสไอก็ไม่เคยที่จะสอบถามข้อมูลจากกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ส่วนมาตรการดูแลการผ่านเข้าออกตามแนวชายแดนต่างๆ ภายหลังจากที่มีการนำเสนอข้อมูลว่านายกษิ ดิฐธนรัชต์ กุญแจสำคัญที่จะไขคดี เหตุระเบิดแมนชั่นย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี อาจจะใช้แนวชายแดนไทย - กัมพูชาหลบหนีออกนอกประเทศนั้น แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ทางกองทัพได้มีการคุมเข้มเป็นพิเศษการผ่านเข้าออกชายแดนทุกช่องทางอยู่แล้ว
อภิสิทธิ์จี้จนท.ระวังจ้อข่าวเพื่อนบ้านฝึกแดง
ที่อาคารรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังที่นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าพบ ว่า นายถวิลมารายงานภาพรวมจากการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าการดำเนินการสอบสวนเรื่องต่างๆก็ยังคงเดินหน้าดำเนินการต่อไป เพียงแต่ต้องระมัดระวังอย่าเพิ่งไปยืนยันข้อเท็จจริงอะไร ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างประเทศ
เมื่อถามว่าแล้วจะทำอย่างไรระหว่างเรื่องของความมั่นคงในประเทศกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราต้องทำในสิ่งที่จำเป็นและถูกต้อง เพียงแต่การให้ข่าวขอให้ระมัดระวัง แต่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะปล่อยให้ใช้สถานที่ในการฝึกกำลังและกระทบกระเทือนต่อประเทศเราไม่ได้
“ความจริงท่านนายกฯฮุนเซนก็ยืนยันว่าไม่ทำ แต่เราก็ต้องไปดูและตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากมีอะไรก็จะไปพูดกันโดยตรง และก่อนที่จะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปทางรัฐบาลกัมพูชาเราต้องมีข้อมูลมาจากหน่วยงานที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจนก่อน” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่าแต่ตอนนี้รัฐมนตรีข่าวสารของกัมพูชาออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลไทยไปกล่าวหารัฐบาลกัมพูชา นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มี รัฐบาลไทยยังไม่ได้ไปกล่าวหาใครเลย เป็นเรื่องการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ และวันนี้คงต้องรอให้ผลการดำเนินการออกมาก่อน
เมื่อถามถึงความชัดเจนเรื่องมีกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปฝึกกำลังและอาวุธในกัมพูชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไปก่อน ต่อข้อถามว่าแสดงว่ายังไม่มีความชัดเจนใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้สรุป ทั้งนี้กัมพูชาเองก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
“ผมไม่ได้พูดว่าข้อมูลกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปฝึกอาวุธในกัมพูชาไม่ชัดเจน ผมบอกว่าวันนี้เจ้าหน้าที่เขาทำงานอยู่ การสืบสวนสอบสวนยังไม่เสร็จ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าข้อมูลหลักฐานในเรื่องดังกล่าวมีความชัดเจนแค่ไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยังไม่ได้เข้าไปดูในตัวรายละเอียดการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่มีเรื่องของคำให้การต่างๆ ทาง ศอฉ.เองก็รายงานแต่ภาพรวมไม่ได้เอาสำนวนว่ามีพยานหลักฐานอะไรมาให้ดู เมื่อถามว่าเป็นเพียงคำบอกเล่าอย่างนั้นหรือ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ ผมยังไม่เห็นครับ ”
กษิตเตรียมประสานกัมพูชาส่งข้อมูล"ดีเอสไอ"
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาระบุว่า กลุ่มนักรบเสื้อแดง ทั้ง 11คน ซุ่มฝึกซ้อมอาวุธที่ประเทศกัมพูชา ว่า เมื่อตัวแทนของดีเอสไอได้ออกมาระบุอย่างเป็นทางการแล้ว กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ที่ต้องส่งข้อมูลที่ดีเอสไอไปยังกัมพูชาเพื่อให้กัมพูชาช่วยตรวจสอบข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ทางฝ่ายกัมพูชาเองก็ได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ออกมาแล้ว ทางกระทรวงต้องมีการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทางกัมพูชาได้รับทราบ เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง และมองว่าเรื่องดังกล่าวคงไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ
"กษิต"ชี้สื่อตีความผิดกรณีส่งผู้อพยพชาวพม่ากลับปท.
นายกษิตกล่าวปฎิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าเตรียมจะผลักดันผู้อพยพชาวพม่ากลับประเทศ ว่า เป็นเรื่องที่สื่อนำคำพูดตนไปตีความบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งการที่พม่าจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 7 พย.53 เพื่อให้พม่ากับสู่สังคมประชาธิปไตย ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่ให้ผู้อพยพชาวพม่าได้กลับไปอยู่ในประเทศ ส่วนขั้นตอนการส่งผู้อพยพชาวพม่ากลับประเทศคงต้องมีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยทำงานควบคู่ไปกับองค์การสหประชาชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้หลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ( UNHCR ) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน ( IOM) เพื่อให้การจัดส่งชาวพม่ากลับประเทศเป็นไปอย่างมีระบบ
ขณะเดียวกัน พม่าก็ต้องมีความพร้อมที่จะรับผู้อพยพกลับประเทศด้วยเช่นกัน โดยระหว่างการประสานส่งผู้อพยพกลับประเทศนั้น ทางไทยจะปูพื้นฐานปรับคุณภาพชีวิตให้กับผู้อพยพชาวพม่า ทั้งในเรื่องการศึกษาและอบรมทักษะวิชาชีพให้พร้อม อย่างไรก็ตาม การส่งตัวผู้อพยพกลับประเทศจะดำเนินการได้เมื่อไรนั้น คงต้องมีการเจราจากันต่อไป และยืนยันในสวัสดิภาพของผู้อพยพพม่าที่ส่งตัวกลับประเทศ เนื่องจากมีเอ็นจีโอ และองค์การระหว่างประเทศร่วมติดตามชีวิตความเป็นอยู่ผู้อพยพหลังเดินทางกลับประเทศแล้ว



