ข่าว

ปรับครม. : เกมสยบพรรคร่วม

ปรับครม. : เกมสยบพรรคร่วม

13 ต.ค. 2553

กลายเป็นเรื่องแค่ "เช็กอาการ" ไปแล้วสำหรับกระแสข่าวเขี่ยภูมิใจไทยทิ้ง ดึง 3 พี กลับเข้าร่วมรัฐบาลอภิสิทธิ์

แต่ถึงกระนั้นก็ทำให้ ภูมิใจไทย ที่ภูมิอกภูมิใจนักหนากับการตั้งรัฐบาลและตั้งนายกรัฐมนตรี ถึงกับขวัญผวาไปเหมือนกัน

 ถึงแม้จะมีไม้ตาย "ทิ้ง" เมื่อไหร่ ลากลงเหวไปตายด้วยกันเมื่อนั้นอยู่ในมือ ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาก็ตามที

 แต่กระแสที่คอยบีบรัดภูมิใจไทย โดยเฉพาะกระแสเรื่องความอึมครึม เคลือบแคลงโดยเฉพาะคุณธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ก็ทำให้ภูมิใจไทยต้องแก้เกมอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เห็นข้ออ้างในการถูกปรับออก หรือต้องลดโควตารัฐมนตรี

 ยอมแม้กระทั่งให้โฆษกพรรคออกมาแถลงว่า จะตั้งกรรมการตรวจสอบรัฐมนตรีที่มีข่าวส่อไปในทางทุจริต

 ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า ทันทีที่ออกมาแถลงข่าว ชาวประชาก็คงจะฮากันทั้งธานี

 เพราะเรื่องอย่างนี้มันจะเป็นไปได้อย่างไร โอกาสที่กรรมการพิเศษของพรรคไปตรวจสอบแล้วพบมูลทุจริต มีมากพอๆ กับงาช้างงอกจากปากหมานั่นแหละ

 แต่ภูมิใจไทยก็เลือกให้โฆษกพรรคออกมาแถลง !

 แล้วก็เลยเถิดไปถึง กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ที่ความจริงแล้ว กับ เนวิน ชิดชอบ ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่คนของภูมิใจไทยกลับใช้ถ้อยคำประชดประเทียดเสียดสีถึงพรรษาการเมือง นั่นก็เพราะขุ่นเคืองเรื่อง 3 พี ที่ข่าวจากสื่ออื่นๆ ระบุว่ารัฐมนตรีหนุ่มร่างโย่งดอดไปพบปะพูดคุยทาบทามกลับเข้าร่วมรัฐบาล

 เพราะไปเชื่อว่า หาก เพื่อแผ่นดิน มากันครบทั้ง 31 คน เท่าๆ กับ ภูมิใจไทย แล้ว "น้ำหนัก" ของภูมิใจไทย ที่กำลังฉ่ำชื่นอยู่กับโควตารัฐมนตรีเกรดเอ มหาดไทย คมนาคม พาณิชย์ นั้น อาจจะต้องถูกหั่นลง โดยที่หากแข็งขืนก็คือการถูกเขี่ยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

 โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ทั้ง กรณ์ ทั้ง จุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที ยังคงปวดหัวกับเรื่องราวหนหลังที่ยืดเยื้อต่อเนื่องกันมา นับแต่รัฐมนตรีไอซีทีคนก่อนๆ รวมทั้งรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อแผ่นดินในก่อนหน้านี้ทิ้งมรดกเอาไว้

 กทช.ทั้งที่ความจริงไม่มีอำนาจหน้าที่ แต่กลับเดินหน้าชนแหลกทุ่มงบ 80 ล้าน จัดการเปิดประมูล 3 จี จนทำให้แม้กระทั่งรัฐบาลก็ยังพลอยโดนด่า ทั้งที่ความจริงได้ถามไถ่ไปยัง กทช.แล้วว่ามีอำนาจ มีกฎหมายรองรับหรือไม่ เพราะดูแล้วอย่างไรก็ไม่มี แต่ไม่น่าเชื่อว่า กทช.เดินหน้าดุ่ยๆ จนสุดท้ายเจอศาลปกครองสั่งเบรกไม่ให้ประมูล จนกว่าจะมีคำพิพากษาเสียก่อน

 เมื่อ กทช.จบ ก็ต้องตามไปดูเรื่องที่ กสท ซื้อซีดีเอ็มเอ หรือ ฮัทช์ ในราคาถึง 7,900 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่านั้นน่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ถามว่าที่เกินความจริงมาเกือบเท่าตัวนั้นคืออะไร และอย่างไร

 นั่นคือเรื่องที่รัฐบาลนี้หนักใจ !

 แต่ถ้ารัฐบาลจริงใจไม่มุ่งแต่เรื่องการเมือง ก็จะต้องไปไล่เบี้ยเพื่อหาความจริง เพราะเรื่องที่ กสท ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ตั้งเรื่องเข้า ครม.ในวันก่อนโน้น ดูจะฉุกละหุก ลุกลี้ลุกลน จนไปเซ็นสัญญากับเขามาแล้วในราคานั้น

 มาวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องมาร้องแรกแหกกระเชอแต่อย่างเดียว มันต้องลากดาบออกมาฟันกันให้เห็นด้วย

 เพราะหลังจากกรณีนั้น มีนักการเมืองบางคนที่วันนี้ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 ถึงกับเปรยออกมาด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องว่า มีทุนมากพอที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ได้เอง

 ส่วนจะเป็นใคร ใช่กลุ่มคนที่กำลังเป็นข่าวหรือไม่ ก็คงต้องฝากความหวังว่า เมื่อวันเวลาผ่านไปแล้ว "ความจริง" จะปรากฏ !

 แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้แกนนำประชาธิปัตย์เลือกที่จะนอนกอดพรรคภูมิใจไทย

 ที่ไม่ปันใจให้พรรคอื่น ไม่ใช่ว่ากลัวจะถูกแฉคลิปแบบที่ดารากำลังฮิตกัน หากแต่นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะวันนี้ ภูมิใจไทย ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า หากกระแสแรงจริง ก็พร้อมจะโอนอ่อน

 แต่หากดึงพรรคเพื่อแผ่นดินกลับมาอีก ก็ไม่รู้ว่าปัญหาแบบที่เกิดขึ้นกับ ไอซีที-กสท-กทช.จะตามมาหลอนอีกหรือไม่

 นั่นก็คือที่มาของการหัวร่อต่อกระซิก ระหว่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับ ศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ก่อนเปิดแถลงข่าวหลังการประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ 12 ตุลาคม

 “ยังไม่มีปรับครับ ตอนนี้ยังไม่มี” คือคำยืนยันไม่ปรับ ครม.ของ อภิสิทธิ์ และเป็นการสยบข่าวความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล

 รวมทั้งจัดระบบท่าทีของพรรคภูมิใจไทยไปเรียบร้อยแล้ว !

ศรุติ ศรุตา