ข่าว

วิจัยชี้คนไทยชอบซื้อสินค้าโปรโมชั่น

วิจัยชี้คนไทยชอบซื้อสินค้าโปรโมชั่น

13 ต.ค. 2553

นีลเส็นโชว์ผลสำรวจยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคไทยไตรมาส 2 ปีนี้โต 8% เน้นซื้อสินค้าโปรโมชั่นและนิยมจับจ่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต เผยตัวเลขโฆษณาในไทย 3 ไตรมาสพุ่งกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท

 นายปีเตอร์ เกล กรรมการผู้จัดการ ด้านธุรกิจค้าปลีก ในเอเชีย แปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา บริษัท นีลเส็น จำกัด ผู้ให้บริการเกี่ยวกับข้อมูลการตลาดและสื่อ เปิดเผยว่า จากรายงานล่าสุดของ "นีลเส็นชอปเปอร์เทรนด์" พบว่ายอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย ไตรมาส 2 ปี 2553 เติบโต 8% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตในปี 2552 ที่ 6.8% โดยขยายตัวสูงเป็นลำดับ 6 จากทั้งหมด 13 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่นีลเส็นทำการสำรวจ ขณะที่ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคในเอเชียแปซิฟิก ไตรมาส 2 เติบโตเฉลี่ย 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

 อย่างไรก็ตาม พบว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคในเอเชีย ให้ความสนใจกับกิจกรรมการส่งเสริมการขายของกลุ่มค้าปลีก โดยผู้บริโภคในเวียดนาม มาเลเซีย จีน และอินเดีย ซื้อสินค้าเพราะโปรโมชั่นสูงที่สุด ขณะที่ประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ในอัตรา 66% ที่ระบุว่า โปรโมชั่นมีอิทธิพลต่อการซื้อ และผู้บริโภคไทยยังนิยมจับจ่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต สวนทางกับผู้บริโภคในบางประเทศที่มีการจับจ่ายลดลง

 ทั้งนี้ รายงานของนีลเส็นยังเผยให้เห็นการเติบโตด้านการใช้บริการที่ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านขนาดเล็กใกล้บ้านเพิ่มขึ้น โดยจำนวนผู้ซื้อสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศไทย ไต้หวัน และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเติบโตของไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างแข็งแกร่ง ยังเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ในประเทศไทยจำนวนผู้บริโภคที่ใช้บริการซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นช่องทางหลักเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2551 เป็น 22% ในปี 2552

 ด้านบริษัท นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด รายงานตัวเลขการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อ 3 ไตรมาส (มกราคม - กันยายน 2553) มีมูลค่า 73,097 ล้านบาท เติบโต 12.37% พบว่าเกือบทุกสื่ออยู่ในภาวะเติบโต ยกเว้นสื่อวิทยุ และป้ายโฆษณานอกบ้าน โดยบริษัทที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดใน 3 ไตรมาสแรกปีนี้ ประกอบด้วย ยูนิลีเวอร์ (ไทย) โฮลดิ้งส์ มูลค่า 5,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,623 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน, พีแอนด์จี มูลค่า 1,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 587 ล้านบาท และไบเออร์สดอร์ฟ (ประเทศไทย) มูลค่า 1,341 ล้านบาท ลดลง 4 ล้านบาท