ข่าว

อัดฉีด2.1หมื่นล้านอุ้มเอสเอ็มอีลดผลกระทบบาทแข็ง-รีดภาษีลงทุนบอนด์15%

อัดฉีด2.1หมื่นล้านอุ้มเอสเอ็มอีลดผลกระทบบาทแข็ง-รีดภาษีลงทุนบอนด์15%

13 ต.ค. 2553

ครม.ไฟเขียว 3 มาตรการลดผลกระทบเงินบาทแข็ง เก็บภาษีต่างชาติลงทุนพันธบัตร 15% เริ่ม 13 ตุลาคมนี้ ช่วยเอสเอ็มอีเรื่องทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน พร้อมเตรียมวงเงินเสริมสภาพคล่องเอสเอ็มอีส่งออก 2.1 หมื่นล้านบาท ยันไม่ได้แทรกแซง ธปท.

 เงินบาทเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา แข็งค่าขึ้นแม้ว่าภาครัฐจะประกาศมาตรการลดผลกระทบค่าเงินบาทออกมา ปิดตลาดที่ระดับ 29.94-29.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการแรกเป็นการชะลอการไหลเข้าของเงินทุน โดยยกเลิกการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตรา 15% สำหรับพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ถือโดยนักลงทุนต่างประเทศ มีผลตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมนี้

 ส่วนมาตรการที่สองคือ การส่งเสริมการไหลออกของเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นการให้รัฐวิสาหกิจที่มีแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนเงินตราต่างประเทศในไตรมาส 4 ปีนี้ เร่งเบิกจ่ายงบเพื่อสินค้า และเร่งจองซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ด) ขณะที่มาตรการสุดท้าย เป็นการช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท มีทั้งช่วยเหลือเรื่องการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน และการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการผ่านธนาคารของรัฐรวมวงเงินกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท

 นอกจากนี้ กระทรวงการคลังแจ้งว่าอยู่ระหว่างศึกษามาตรการเพิ่มเติม เพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะภาระภาษีต่างๆ ซึ่งจะเร่งปลดล็อก เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากต่างประเทศและเพิ่มแรงจูงใจ ให้แก่ผู้ประกอบการปรับปรุงสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น คาดจะสามารถสรุปและเสนอให้ครม.พิจารณาได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้

 “การออกมาตรการครั้งนี้ ยืนยันว่ากระทรวงการคลังไม่ได้มีเจตนาหรือตั้งใจแทรกแซงการทำงานของธปท.แต่อย่างใด เพราะการแข็งค่าของเงินบาทมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ซึ่งรัฐบาลต้องพิจารณาอย่างเหมาะสม”นายกรณ์กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาเป็นเรื่องของการที่จะจำกัดการไหลเข้าเงินทุน การอำนวยความสะดวกการไหลออก อาจจะมีผลให้เงินทุนซึ่งไหลเข้ามาในปริมาณมากมีการชะลอตัวลงบ้าง ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแนวคิดในเรื่องการที่จะใช้ระบบการกำหนดเป้าหมายอันตราแลกเปลี่ยน แต่จะพิจารณาเพื่อป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นผู้ส่งออก

 “เราไม่ได้แก้บาทแข็ง แต่เราแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากบาทแข็ง คิดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจค่าเงินบาทคงจะไม่อ่อนตัวลงไปกว่านี้ ในระยะเวลาสั้น ดังนั้น การส่งสัญญาณที่ถูกต้องคือการให้ทั้งภาครัฐและเอกชน เล็งเห็นว่าเมื่อบาทแข็งต้องปรับแนวทางการบริหารของตัวเองอย่างไร” นายอภิสิทธิ์กล่าว