ข่าว

เล่าสู่กันฟัง-ชนะได้เพราะไม่คิดเอาชนะ

เล่าสู่กันฟัง-ชนะได้เพราะไม่คิดเอาชนะ

13 ต.ค. 2553

“ชนะได้เพราะไม่คิดเอาชนะ” คือหนึ่งในหลักปรัชญาแนวคิดที่เป็นหัวใจสำคัญของกีฬาหมากล้อม กีฬาทางสมอง (brain sport) หรือเกมแห่งสติ (mind sport) ที่นับวันจะมีการกล่าวขวัญถึงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนบ้านเรา

 จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันได้ว่า มีการริเริ่มเล่นกีฬานี้ในประเทศจีนมานานกว่า 3,000 ปีแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจว่า หนังจีนที่เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หรือจอมยุทธ์ในอดีตมักจะมีฉากที่ยอดฝีมือทั้งหลายต่อสู้กันในเชิงของกีฬาหมากล้อมอยู่หลายต่อหลายเรื่องสอดแทรกอยู่เสมอ ถ้าจำไม่ผิดตอนต้นๆ ของหนังเรื่อง ”ฮีโร่” ก็มีฉากดวลกันด้วยหมากล้อมก่อนการประลองยุทธ์

 ที่เมืองจีนถือว่าศิลปะสำคัญของประเทศที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษมีอยู่ด้วยกัน 4 แขนง หนึ่งคือการดีดพิณ สองคือการวาดรูปแบบจีน สามคือการเขียนตัวอักษรจีนด้วยพู่กัน และสี่คือการเล่นหมากล้อม ซึ่งนอกจากเป็นศิลปะแล้ว หมากล้อมยังแฝงไว้ด้วยศาสตร์นานาแขนง อาทิ  ปรัชญาแนวคิดในการบริหารจัดการ คณิตศาสตร์ หรือแม้แต่ยุทธศาสตร์ในการรบ เช่น อย่ามุ่งมั่นเพียงจะเอาชนะศึก (เล็กๆ) แต่แพ้สงคราม หรือชัยชนะที่ไม่ได้มาด้วยการโจมตีผู้อื่น หากแต่เกิดจากการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตนเอง เพื่อจะได้ไม่พ่าย

 สำหรับเมืองไทยปี 2553 นี้ ถือได้ว่าเป็นโอกาสครบรอบ 30 ปีของการเริ่มค่อยๆ แพร่เข้ามาในเมืองไทยอย่างช้าๆ ของกีฬาหมากล้อม แต่ที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงๆ จังๆ เกิดขึ้นเมื่อ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ นายกสมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน ได้ริเริ่มตั้งชมรมหมากล้อมขึ้น เมื่อปี 2536 หวังที่จะเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ด้วยเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ของกีฬานี้ จนถึงวันนี้ ว่ากันว่ามีผู้เล่นหมากล้อมในไทยกว่า 2 ล้านคนแล้ว โดยคำนวณจากปริมาณกระดานที่ขายไปในตลาด

 ทุกวันนี้ บ้านเรามีทั้งการสอน การฝึกหัดเล่น และการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยมีสมาคมฯ และภาคธุรกิจต่างๆ ร่วมกันจัดขึ้นสม่ำเสมอ อย่างปลายเดือนตุลาคมนี้ก็จะมีการแข่งขันในระดับอุดมศึกษาชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีทั้งนักหมากล้อมจากมหาวิทยาลัยในประเทศกว่า 50 ทีม และจากประเทศต่างๆ ในเอเชียอีก 8 ทีม ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมไปถึงการบรรจุให้มีการแข่งขันหมากล้อมในระดับชาติ

 คุยกับเยาวชนที่เล่นกีฬาหมากล้อมถามถึงประโยชน์ที่ได้รับ ได้ความว่าช่วยให้เขามีสมาธิในการเรียนมากขึ้น ลดความเป็นคนใจร้อนเพราะคนใจร้อนและมุ่งแต่จะเอาชนะผู้อื่น ท้ายที่สุดมักจะตกเป็นฝ่ายพ่ายเสมอ นอกจากนี้ยังทำให้คิดกว้างขวางหลายแง่หลายมุม รอบคอบ รู้จักการรอคอย รู้จักบริหารเวลา รู้ว่าควรทำอะไรก่อนอะไรหลัง รู้จักการวางแผน ทำให้ผลการเรียนของเขาดีขึ้น และผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือขณะนี้มีหลายมหาวิทยาลัยที่มีโควตารับนักกีฬาหมากล้อมเข้าไปศึกษา ไม่ว่าจะเป็น จุฬาฯ เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ธุรกิจบัณฑิตย์ เทคโนฯ พระนครเหนือ เทคโนฯ ปัญญาภิวัฒน์ เป็นต้น

 เมื่อไปคุยกับผู้บริหารขององค์กรธุรกิจที่เล่นกีฬาหมากล้อมก็ได้ข้อคิดเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากประโยชน์ที่เหมือนกับกลุ่มเยาวชนแล้ว สำหรับผู้ใหญ่ยังสามารถนำประสบการณ์จากการเล่นมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย ตัวอย่างหนึ่งก็คือ การไม่ย่อท้อและหวาดกลัวกับความยากลำบากที่กำลังจะก้าวเข้ามาในชีวิต เหมือนกับสถานการณ์ในเกมหมากล้อมที่บางครั้งยากลำบากและล่อแหลมต่อการพ่ายแพ้ แต่ท้ายที่สุดกลับพลิกสถานการณ์เป็นฝ่ายชนะได้ เปรียบได้กับชีวิตคนเราที่ล้มแล้วก็สามารถลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ เพราะไม่มีใครที่ล้มถาวร และไม่มีใครที่แพ้ตลอดกาล

 ฟังแล้วนึกอยากให้นักการเมืองและผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายหันมาเล่นหมากล้อมกันให้มากๆ เผื่อจะนำปรัชญาแนวคิดต่างๆ ที่ได้รับไปปรับใช้กับการบริหารราชการแผ่นดิน และคอยเตือนสติอยู่เสมอ เพื่อจะได้ไม่พลาดหรือพ่าย

บัญญัติ คำนูณวัฒน์