ข่าว

มรดกโลก มรดกเรา

มรดกโลก มรดกเรา

13 ต.ค. 2553

ฮอยอัน ในเวียดนาม มะละกา และจอร์จทาวน์ ปีนัง ของมาเลเซีย ต่างเป็นเมืองมรดกโลก ที่มีความละม้ายกันด้วยความเป็นเมืองท่า และเป็นแหล่งผสมผสานของอารยธรรมที่มีความหลากหลายและแตกต่าง ซึ่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสเดินทางไปชมเมืองทั้งสาม จึงขอนำมาเล่

 ฮอยอัน อยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางใต้ของเวียดนามใกล้กับเว้ และดานัง เป็นท่าเทียบเรือสำเภาจีนและญี่ปุ่นสมัยเมื่อ 400 ปีก่อน เรื่อยมาจนถึง 100 กว่าปีที่แล้ว ที่เข้ามาค้าขายกับเวียดนาม ดังนั้นจึงมีวัฒนธรรมของจีนและญี่ปุ่นปรากฏให้เห็น โดยเฉพาะบริเวณท่าเรือเดิม ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้าจีน สะพานญี่ปุ่น และตึกแถวซึ่งยังคงรักษาและบูรณะให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับในอดีต แม้ว่าปัจจุบัน ฮอยอันจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวและร้านรวงเหล่านั้นจะแปลงร่างเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร หรือบาร์ไปแล้วก็ตาม แต่ทางการและประชาชนในพื้นที่ได้ดูแลเมืองเก่าของตนให้คงความเป็นเอกลักษณ์และมีชีวิตชีวา ทำให้คนที่มาเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศและกลิ่นอายที่มีลักษณะเฉพาะตัวของเมืองนี้ ทำให้ฮอยอัน ติดอันดับเมืองท่องเที่ยวลำดับต้นๆ ของเวียดนามไปโดยปริยาย

 มะละกา มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ย้อนกลับถึงสมัยมัชปาหิต ในอินโดนีเซียและมีเรื่องราวผูกพันกับสยาม จีน และอาหรับที่น่าสนใจ ในฐานะที่เป็นเมืองท่าเล็กๆ มะละกาต้องแสวงหาความอยู่รอดด้วยการยอมรับศาสนาอิสลามและการปกป้องจากจีน โดยเฉพาะจากนายพลเจิ้ง เหอ เพื่อป้องกันตัวเองจากสยาม ทำให้วัฒนธรรมของจีนเข้ามาสู่มะละกาและผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เรียกว่า บาบา ยอนยา หรือปารานากัน ซึ่งปัจจุบันยังมีสุสานของชาวจีนโบราณ ตำหนักของเจ้าหญิงจีนที่มาแต่งงานกับเจ้าเมืองมะละกา รวมทั้งบ้านเรือนของบาบา ยอนยา นอกเหนือไปจากป้อมปราการที่สร้างในสมัยโปรตุเกสและอาคารในยุคที่ฮอลันดาปกครองดินแดนแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม เสน่ห์เมืองเก่าของมะละกายังไม่ตรึงใจได้มากเท่ากับฮอยอัน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะการบริหารจัดการของท้องถิ่น

 สำหรับปีนัง จอร์จทาวน์ เป็นเมืองมรดกโลกใหม่สุดในสามเมืองดังกล่าว เพราะสร้างขึ้นในสมัยที่อังกฤษเข้ามาเช่าเกาะหมาก (ปีนัง) จากพระยาไทรบุรี (ปริศ) ซึ่งสมัยนั้น ไทรบุรีเป็นเมืองประเทศราชของสยาม ด้วยการวางผังเมืองที่ดี และการออกแบบก่อสร้างอาคารที่ทำการซึ่งงดงามและมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม จึงทำให้จอร์จทาวน์ มีความลงตัวแบบเมืองในยุโรป ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นของปีนังยังคงรักษาอาคาร รวมทั้งภูมิทัศน์ไว้ในสภาพดี รวมทั้งยังคงสามารถใช้งานได้ในทุกวันนี้

 เมื่อมองเมืองทั้งสามแล้ว ผมคิดว่าวิธีการในการดูแลรักษาเมืองที่เป็นมรดกโลกนั้น ต้องไม่ใช่ทำให้เมืองนั้นเป็นวัตถุโบราณ และแยกคนปัจจุบันในท้องถิ่นนั้นออกจากโบราณสถาน แต่ควรจะต้องหาวิธีให้คนกับสิ่งของอยู่ร่วมกัน โดยต่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องมีหน้าที่ในการทะนุบำรุงรักษา และบริหารจัดการมรดกโลก ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือมรดกของประชาชนในท้องถิ่นและของชาตินั่นเองครับ