
มาตรฐานศาล
คดีที่พรรคเพื่อไทยร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องการใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ถ้าเป็นกีฬาวิ่งผลัด 4 คูณ 100 ถือว่า เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว ก่อนนักวิ่งคนสุดท้ายจะพาไม้เข้าสู่เส
ได้เข้าเบิกความต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหมดแล้ว เหลือเพียงวันที่ 18 ตุลาคม 2553 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าให้ปากคำเป็นคนสุดท้ายก่อนปิดคดี และคาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะนัดอ่านคำพิพากษาในเดือนพฤศจิกายนนี้
พยานปากเอกของพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะอยู่ที่นายอิศระ หลิมศิริวงษ์ ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนี้ ที่เคยเสนอให้ยกคำร้องไปแล้วถึง 3 ครั้ง แต่เมื่อสำนวนถึงไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ ท่ามกลางกระแสความกดดันเรื่อง "สองมาตรฐาน" คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ซึ่งการตัดสินใจบนพื้นฐานของความกดดันนั้น ไม่ใช่การตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่มาจากหลักฐาน
ถ้าย้อนกลับไปคดีนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งเองก็เคยยกคำร้องมาครั้งหนึ่งแล้ว และเมื่อพรรคเพื่อไทยหยิบยกขึ้นมาร้องเรียนใหม่ จึงเป็นเรื่องน่าพิจารณายิ่งว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีสิทธิ์ที่จะหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาใหม่ตามคำร้องหรือไม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พรรคประชาธิปัตย์จะหยิบยกประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเคยยกคำร้องมาแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่มาเป็นประเด็นในการต่อสู้ว่าสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งประชาธิปัตย์สู้ในสองแนวทางคือ แนวทางข้อเท็จจริง และแนวทางข้อกฎหมาย ที่แตกต่างจากพรรคไทยรักไทย และพลังประชาชน ที่ไม่เคยต่อสู้ในประเด็นข้อเท็จจริง แต่ต่อสู้ในประเด็นข้อกฎหมายสถานเดียว
คดีนี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ของพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ ที่ก่อตั้งโดยนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคคนแรก และยืนหยัดอยู่ในสังคมการเมืองมายาวนานกว่า 70 ปี ที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรครักและหวงแหนไม่มีใครอยากให้ถูกยุบไปตามกระแส ยกเว้นผู้ร้องที่เห็นว่า "เราโดนคุณก็ต้องโดน" "เราเจอชะตากรรมอย่างไร พวกคุณก็ต้องโดนบ้าง" ทั้งๆ ที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของคนละเหตุและคนละผล แต่พยายามยกมาเทียบเคียง และสร้างกระแสว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบแสดงว่า "สองมาตรฐาน" อย่างไรก็ตามสังคมไทยยังเชื่อในกระบวนการยุติธรรมว่า มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือสูง เป็นที่ยอมรับได้ และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่หวั่นไหวไปตามกระแส



