
ผบ.ตร. : ผู้นำนักสู้
ในที่สุด พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ได้แสดงศักยภาพของความเป็นผู้นำองค์กรตำรวจ (องค์กรราชการที่มีบุคลากรมากเป็นอันดับสาม รองจากครูและทหาร) โดยเข้าชนทุกปัญหาที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่และความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างไม่ย่อท้อ และได้ผ
สำหรับ พล.ต.อ.วิเชียร ในขณะที่อยู่ในตำแหน่งที่อับแสงใน สตช. ได้รับมอบหมายให้ดูแลความมั่นคงด้านการชุมนุมเรียกร้อง และควบคุมการรักษาความสงบเรียบร้อย กรณีการเลือกตั้ง ส.ส. งานหิน งานเสี่ยงต่อความผิดพลาด ซึ่ง รอง ผบ.ตร.หลักพากันโบกมือ หลีกเลี่ยง ไม่ยอมรับผิดชอบ ก็ได้ พล.ต.อ.วิเชียร นี่แหละ ที่ยอมรับมาดูแล และผ่านอุปสรรคต่างๆ มาอย่างเรียบร้อยสวยงาม ได้รับการชมเชยจากรัฐบาลและฝ่ายการเมือง
ตอนนี้ ได้รับมอบอำนาจอย่างเต็มที่ในฐานะ ผบ.ตร. น่าจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง และความเป็นผู้นำองค์กรตำรวจ ถือว่า แปดเปื้อนข้อครหานินทาน้อยที่สุด ข้อสำคัญท่านต้องคัดสรรนายตำรวจฝีมือดี มีคุณธรรมมาร่วมงานสำคัญให้มากพอ เพื่อจะผลักดันนโยบายที่วางไว้ให้สัมฤทธิผลโดยเร็ว
นอกจากนี้ อนุกรรมการต่างๆ ในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ได้ ต้องมีความรู้ ความสามารถจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านกฎหมายมหาชน เนื่องจากการวินิจฉัย และการพิจารณาเรื่องที่เข้ามาถึง สตช. มักจะมีข่าวการพิจารณาผิดพลาดหลายเรื่อง
เลิกเสียที! การแต่งตั้งคนมาช่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในอนุกรรมการต่างๆ กระทำโดยเกรงอกเกรงใจผู้ที่มีอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง และอดีตผู้บังคับบัญชา แล้วได้คนที่มีความรู้ ประสบการณ์ไม่ถึงมาตรฐาน ซึ่งรังแต่เป็นปัญหาการบริหารงานของ สตช.
วันที่ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นประธานการประชุม ก.ตร. คาดว่าเป็นวันที่ 15 ตุลาคม 2553 ควรได้มีการหารือ เพื่อยกระดับการทำงานของฝ่ายสนับสนุนข้างต้น คือ อนุก.ตร. ที่มีอยู่หลายคณะ ได้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
สอบถามตำรวจเกือบทุกระดับ ไม่ว่า นายร้อย นายพัน นายพล ที่คุ้นเคยกันหลายปี จำนวนหลายสิบคน ทุกคนคาดหวังให้ท่านเป็นผู้นำองค์กรตำรวจไปสู่ความมีชื่อเสียงที่เคยมีอยู่ในอดีตให้ปรากฏในเร็ววัน



