
ศอฉ.ถกมอบดีเอสไอเดินหน้าจับต่อนักรบแดง
ศอฉ.ถกผลจับกุม 11 นักรบแดง มอบดีเอสไอเดินหน้าจับต่อ เผยรายงานดีเอสไอแจงเส้นทางท่อน้ำเลี้ยงนักรบแดง ติงจนท.แถลงข่าวควรระวังอย่านำข่าวลับเปิดเผย อย่าพาดพิงประเทศเพื่อนบ้าน หวั่นกระทบสัมพันธ์ ดีเอสไอยันกลางวงศอฉ.ไม่ได้เต้าข่าว ยัน 11 นักรบแดงของจริง ด้านประ
(12ต.ค.) ที่กองบัญชาการทหารบก เมื่อเวลา 16.00 น. พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (รองผอ.ศอฉ.) เป็นประธานในการประชุมศอฉ. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง โดยใช้เวลาในการประมาณประมาณ 1.30 ชั่วโมง จากนั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงว่า ที่ประชุม ศอฉ.มีการรายงานผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงการดูแลการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง ศอฉ.ขอบคุณที่ผู้ชุมนุมปฏิบัติตามกรอบกติกา แต่มีปัญหาบางประการที่ต้องมีการพัฒนาในการปฏิบัติงานครั้งต่อไป เช่นการชุมนุมในลักษณะที่มีแกนนำที่ชัดเจน เพราะเวลาเจ้าหน้าที่ติดต่อกับแกนนำบางคนเขาก็บอกว่าสามารถควบคุมได้เฉพาะคนที่มากับเขา แต่อีกกลุ่มหนึ่งไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นการปฏิบัติครั้งต่อไป ตำรวจคงจะต้องประสานงานกับแกนนำล่วงหน้าว่า จะมีการชุมนุมที่ไหน ลักษณะเป็นอย่างไร และมีจำนวนผู้ชุมนุมเท่าใด เพื่อจะได้กำหนดกรอบกติกาเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และความสบายใจของทุกฝ่าย
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ข้อขัดข้องอีกประการ คือ การจุดโคมลอย เพราะเป็นการจุดในพื้นที่ชั้นในของ กทม. ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านเรือนของประชาชน หากตกขณะที่โคมลอยยังไม่ดับจะทำให้เกิดไฟไหม้ได้ นอกจากนี้ในที่ประชุมยังพูดถึงการจัดวางกำลังของทหาร ตำรวจ ในการดูแลรักษาความปลอดภัย โดยมีการซักซ้อมการปฏิบัติแผนเผชิญเหตุที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งโรงไฟฟ้าบางกรวย ลานจามจุรี ธนาคารกรุงเทพ สาขาเพชรเกษม และคาร์ฟู สาขาบางแค ซึ่งเป็นการซักซ้อมในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้ ผบ.ทบ. ได้เสนอให้มีการเพิ่มกำลังจุดตรวจ สายตรวจ ในพื้นที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม เช่น ที่ตั้งองค์กรอิสระ สถานที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเป็นต้น ส่วนการชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค.2553 ของกลุ่มคนเสื้อแดง ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน
เมื่อถามถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)แถลงว่า กลุ่มนักรบของกลุ่มคนเสื้อแดง 39 คน ได้มีการฝึกยุทธวิธีการรบในประเทศกัมพูชา พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมทางดีเอสไอ โดย พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริงให้ที่ประชุมรับทราบ ซึ่งเหมือนกับที่มีการเสนอเป็นข่าวไปแล้ว ซึ่งที่ประชุม ศอฉ. เป็นที่ประชุมใหญ่เรื่องบางเรื่องที่เป็นชั้นความลับเราไม่ได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุมใหญ่ คงจะมีการพูดคุยกันในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ศอฉ. ไม่ได้สั่งการให้ ดีเอสไอ ไปติดตามเรื่องนี้ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ดีเอสไอ อยู่แล้ว ส่วนมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีนั้น ทางหน่วยต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญดูแลเต็มที่ และพิจารณาเป็นลำดับความสำคัญเร่งด่วนอยู่แล้ว ไม่ต้องมีการเพิ่มเติมอะไร
รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุมศอฉ. พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รายงานถึงการจับกุมและสอบสวนกลุ่มบุคคลต้องสงสัยว่าจะเข้ามาก่อเหตุใน พื้นที่ จ.เชียงใหม่จำนวน 11 คน หรือนักรบแดงให้ ศอฉ. รับทราบ ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ถูกควบคุมตัวทั้ง 11 คน ได้เดินทางหลบหนีออกจากประเทศ ภายหลังปฏิบัติการกระชับพื้นที่ของรัฐบาลเมื่อช่วงที่ผ่านมา โดยได้นัดหมายพบกันที่บริเวณชายแดนไทย ก่อนที่จะเดินทางข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีจำนวนทั้งหมด 39 คน และได้พักร่วมกันประมาณ 1 เดือนในโรงแรมแห่งหนึ่ง จากนั้นได้พบกับแกนนำกลุ่มเชียงใหม่ 51 และดีเจสาวชื่อดังของคนเสื้อแดง โดยทั้งคู่จะเป็นคนจ่ายค่ากินอยู่และค่าจ้าง นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้มีการรายงานถึงเส้นทางการจ่ายเงินเป็นทอดๆ ก่อนถึงนักรบแดงเหล่านี้ด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า ดีเอสไอได้มีการรายงานต่อที่ประชุมศอฉ.ให้รับทราบถึงสาเหตุที่ต้องมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงผลการสอบสวนข้อเท็จจริงนักรบแดง 11 คนว่า การที่ดีเอสไอออกมาแถลงข่าวถึงผลการสืบสวนข้อเท็จจริงจากคำให้การของทั้ง 11 นักรบแดง เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่า ทั้งหมดเป็นการดำเนินการจับกุมจริง มีข้อมุลข้อเท็จจริง ไม่ได้มีการจัดฉาก หรือเต้าข่าวขึ้นมาตามที่มีกระแสข่าวเกิดขึ้น นอกจากนี้ที่ประชุมศอฉ.ชมเชยและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอเจ้าหน้าที่ระมัดระวังในการแถลงข่าว ไม่ให้นำทางการข่าวทางกลับมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน และไม่ให้มีการกล่าวพาดพิงถึงประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเกรงว่า อาจจะทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านได้ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ไขสถานการณ์กระทบกระทั่งมาโดยตลอด



