ข่าว

สุรยุทธ์ปัดวิจารณ์รบ.เชื่อประยุทธ์รู้หน้าที่

สุรยุทธ์ปัดวิจารณ์รบ.เชื่อประยุทธ์รู้หน้าที่

12 ต.ค. 2553

ครม.เห็นชอบสรุปร่างพระราชดำริของในหลวง “ไพโรจน์” ชี้ข่าวปล่อยดึง 3 พีไปเอี่ยวต้องการกลบข่าวทุจริต สั่งห้ามเด็กพผ.โต้หวั่นคนมองเป็นภาพ “หมากัดกัน” เผยเคลียร์ใจกลุ่ม“ประชา”แล้วเตรียมกลับมาร่วมทางกันต่อ ประกาศมั่นใจเลือกตั้งพผ.ยึดโคราชอีกชัวร์ เสธ.หนั่นพบ“แ

(12ต.ค.)  เมื่อเวลา 14.00 น.ที่มูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ได้เป็นประธานในงานแถลงข่าวโครงการเฉลิมพระเกียรติ “อาสาฯอนุรักษ์ทะเลไทย ปี 2553” โดยมีนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ร่วมแถลงข่าว โดย พล.อ.สุรุยทธ์ กล่าวในระหว่างแถลงข่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจทั้งจากภาครัฐและเอกชนในการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นการน้อมนำพระราชดำรัสมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะแลชายฝั่ง เพื่ออนุรักษ์แนวปะการังในบริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา อันเป็นมรดกทางทะเลที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยและได้รับยกย่องว่าเป็นแหล่งแนวปะการังที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุด

 จากนั้น พล.อ.สุรยุทธ์  ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หลายฝ่ายพยายามสร้างความปรองดองให้เกิดชึ้นว่า หวังว่า บ้านเมืองเราจะมีความสงบ ซึ่งความรัก ความสามัคคีเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่จะทำให้บ้านเมืองมีความก้าวหน้า ส่วนกรณีที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายนั้น คงเป็นเรื่องที่ทุกท่านต้องคิดเอง เราเป็นผู้ใหญ่ด้วยกันทุกคนน่าจะสามารถคิดเรื่องต่างๆได้ด้วยตนเอง เราเป็นคนไทยอยากเห็นความรัก ความสามัคคีเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ซึ่งทุกคนมีหน้าที่ของตนเอง ทุกคนต้องช่วยกันทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี ในบ้านเมืองเรา ส่วนเสถียรภาพของรัฐบาลขณะนี้เป็นอย่างไรนั้น ตนไม่อยากเข้าไปเกี่ยว เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า ไปก้าวก่ายด้านการเมือง

 เมื่อถามว่า มองพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ว่าจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างไร พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เขามีหน้าที่ของเขา ตนเคยเป็น ผบ.ทบ.มาแล้วรู้ว่า มีหน้าที่ต้องทำอะไร เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ มาทำหน้าที่ เราคงต้องช่วยกัน นอกจากให้กำลังใจแล้ว ต้องให้ความร่วมมือด้วย

ครม.เห็นชอบสรุปร่างพระราชดำริของในหลวง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครม.วันนี้ ครม.รับทราบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ สรุปพระราชดำริในโอกาสที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะบุคคลเข้าเฝ้าฯ ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายสุเมธ  ตันติเวชกุล ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร นำคณะผู้บริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรเข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานสรุปสถานการณ์น้ำประเทศไทย   และขอรับพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับ    การดำเนินงานของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) เมื่อวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2553 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ คือ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายงาน จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ 1. ความคืบหน้าการดำเนินงานของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ในส่วนของโครงการพระราชดำริ     2. รายงานสรุปสถานการณ์น้ำประเทศไทย ปีพุทธศักราช 2552 สถานการณ์น้ำเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ปีพุทธศักราช 2553    3. การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ    4. การคาดการณ์สภาพอากาศ ปีพุทธศักราช 2553      5. การปรับปรุงสถานีโทรมาตรตรวจวัดสภาพอากาศอัตโนมัติและระบบโทรมาตรเพื่อสนับสนุนการจัดการปัญหาภัยแล้ง     6. ผลการประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ 3

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริ ดังนี้ เรื่องที่ 1   ตามที่หน่วยราชการต่าง ๆ ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายรายงานไปนั้น  ทรงเห็นว่า แม้หน่วยงานเดียวกัน รายงานก็ไม่สอดรับกัน ทำให้ได้ฐานข้อมูลต่างกัน  ข้อสรุปที่จะนำไปกำหนดแผน ทำงาน แก้ปัญหา ก็เลยไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ เพราะแม้ในหน่วยงานเดียวกัน  ยังใช้หลักคิด หลักการทำงานต่างกัน หากหน่วยงาน ใช้หลักการทำงานเดียวกัน  ก็จะได้รายงานสอดรับกัน ฐานข้อมูลก็สอดรับกัน  ข้อสรุป ก็จะไปในทิศทางเดียวกัน  การทำงาน การแก้ปัญหาก็จะง่าย หากทำได้ การประสานการทำงานข้ามหน่วยงานก็จะง่ายขึ้น

 2.การจัดการน้ำชุมชนที่มีแบบอย่างความสำเร็จแล้ว  จะขยายผลให้คำนึงถึงพื้นที่ สังคม ภูมิอากาศ   ให้มีการปรับตัวตลอด นำไปสรุปให้เรียบง่ายเหมาะสมกับพื้นที่  และดึงให้ชุมชนมาทำงานร่วมด้วย  ต้องเรียนจากชาวบ้านไปด้วย ไม่ควรใช้ความสำเร็จเป็นทฤษฎี แล้วปฏิบัติตาม ความเคยชินคิดว่าถูกต้องนำไปใช้โดยไม่ปรับแก้ ก็จะพัฒนาชุมชนไม่สำเร็จ เมื่อพัฒนาชุมชนแล้ว บางส่วนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงชุมชนด้วยไม่ให้กลับมาทำในส่วนที่ไม่ดีเสียหายอีก

  3.ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเห็นได้ชัด ทั้งทิศทางลม ฝน ฤดูกาล เห็นได้จากแนวฝนที่เคลื่อนตัวลงต่ำกว่าเขื่อนภูมิพล ทิศทางลมที่ทำให้เกิดฝนก็เปลี่ยนและวกวนมาก เช่น สัปดาห์นี้ ลมพาฝนมาจากทะเลอันดามันพัด    ไปทางตะวันออกแล้ววกกลับมาตกตอนเหนือของไทย  จึงต้องเร่งศึกษาวิจัย แนวทางการศึกษาของสถาบันฯ ที่ทำเกี่ยวกับอุณหภูมิ และคลื่นในทะเล  และแบบจำลองลม นั้นถูกแล้ว ให้ดำเนินการต่อให้ใช้ได้โดยเร็ว

 4. การบริหารจัดการน้ำนั้น ที่สำคัญ คือ จังหวะการปิด เปิด ระบายหรือรับน้ำ เพราะ น้ำเมื่อไหลไปแล้ว ไม่ไหลไหลย้อนกลับขึ้นมา  จะทำได้ก็ต้องใช้พลังงานมาก  นอกจากนี้หากเข้าใจธรรมชาติของน้ำอย่างถ่องแท้  ไม่ใช่แค่การไหล  ต้องเข้าใจตั้งแต่น้ำในมหาสมุทรที่อุณหภูมิเปลี่ยน ต่างกัน  จึงเกิดการไหล ระเหย เป็นฝนตกลงมา บางส่วนซึมเป็นน้ำใต้ดิน      ซึ่งหากเข้าใจศึกษาก็พัฒนาเขื่อนใต้ดิน แหล่งน้ำใต้ดินได้  เหมือนที่เชียงดาว หรือแม่ฮ่องสอน และถ้าเข้าใจพืชชนิดต่าง ๆ   ก็สามารถเลือกพืชมาปลูกให้ดูดซับ ดึง สร้าง และรักษาความชื้นในผิวดินไว้ได้

 5. การกัดเซาะชายฝั่งที่มากขึ้น รุนแรงขึ้น และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในการดำเนินงานแก้ไข ก็ทรงอยากให้ลองพิจารณาโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่ใช้ป่าชายเลนและระบบบำบัดน้ำเสียโดยอาศัยธรรมชาติ จนประสบความสำเร็จ แนววชายหาดที่ถูกกัดเซาะก็กลับมางอกเพิ่มขึ้นนับพันไร่
 
 6.โครงการพระราชดำริที่ทำไว้แต่เดิม เช่น โครงการพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่มีโอกาสเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมในระยะหลัง ๆ ทรงเป็นห่วงความก้าวหน้า ความยั่งยืน ของชุมชน รวมทั้งที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ชุมชนยังรักษาไว้หรือไม่  หรือขายเปลี่ยนมือไปแล้ว  ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการพัฒนาที่บางครั้งมุ่งด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เช่น  การพยายามปลูกปาล์ม      น้ำมันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ทั้งที่ได้เพิ่มพื้นที่ปลูกยางพารามาระยะหนึ่งแล้วและก็ประสบผลสำเร็จ

ไพโรจน์ชี้ข่าวปล่อยดึง3พีหวังกลบข่าวทุจริต
 
  เมื่อเวลา 15.00 น. ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การมาร่วมรับประทานอาหารกับแกนนำของพรรคเพื่อแผ่นดินนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติถึงแม้จะไม่มีข่าวออกมาโจมตีหรือสร้างความเสียหายกับพรรค อย่างไรก็ตามตนได้บอกกับสมาชิกพรรคระหว่างที่ร่วมรับประทานอาหารว่าในประเด็นที่มีข่าวในเชิงโจมตีพรรคนั้นอยากให้ใช้วิจารณญาณพิจารณาก่อนที่จะตอบโต้อะไรออกไป เนื่องจากกังวลว่าประชาชนจะมองเป็นเพียงภาพหมากัดกัน นักการเมืองทำตัวไม่มีประโยชน์ ทั้งนี้สภาพการเมืองปัจจุบันนี้ต้องการความสมานฉันท์ปรองดอง ส่วนพรรคการเมืองอื่นจะหยุดตอบโต้หรือไม่นั้น ตนไม่สามารถที่จะไปก้าวล่วงได้เพราะเคารพในการทำหน้าที่ของนักการเมืองพรรคอื่น

 “อย่างข่าวที่ว่าคุณพินิจ จารุสมบัติ ไปจับมือกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้น ก็ไม่เป็นความจริง ใครเขาจะไปเชื่อ ขนาดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังไม่เชื่อเลย ผมว่าที่ดึงกลุ่ม 3 พีไปเกี่ยวกับประเด็นการเมืองขณะนี้ เพราะต้องการกลบข่าวการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นมากกว่า ” ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ กล่าว

 เมื่อถามว่าหากไม่ชี้แจงไม่กลัวหรือว่าจะมีคนเข้าใจผิด ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ กล่าวว่า ไม่กลัว เชื่อว่าจะไม่มีใครเข้าใจผิด

 เมื่อถามว่ามองสถานภาพรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีอย่างไร ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ กล่าวว่า พรรคเพื่อแผ่นดินยังเชียร์ให้รัฐบาลอยู่ครบเทอม เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศรวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเท่าที่ตนฟังเสียงสะท้อนมาจากนักธุรกิจชาวต่างชาติ พบว่ามีความกังวลในประเด็นเรื่องการทุจริต คอรัปชั่น เช่น การเข้ามาตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ขอสร้างโรงงาน เมื่อเข้าไปขออนุญาตทางหน่วยงานท้องถิ่น เขาก็เรียกเงินใต้โต๊ะร้อยละ 30 แต่ถึงแม้มีข่าวทุจริต ตนก็เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 “ในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ มีการทุจริต ที่เรียกว่าทุจริตเชิงนโยบาย แต่เขาก็แก้ไขด้วยการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี แต่ทุกวันนี้ ไปในพื้นที่ไหนก็มี ปัญาหามันลงลึกไปถึงระดับหมู่บ้านแล้ว ผมไม่ขอเสนอวิธีแก้ไขนะ เพราะนายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นคนฉลาด” ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ กล่าว

 เมื่อถามถึงเสถียรภาพในพรรคเพื่อแผ่นดิน แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ตอนนี้มีแก่น 17 คน และล่าสุดได้เคลียร์ใจ กับกลุ่ม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน แล้วซึ่งไม่นานต่อจากนี้กลุ่ม พล.ต.อ.ประชาจะเข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนการวางแผนเลือกตั้งของพรรคที่จะถึงนี้ ยอมรับว่าได้จับมือกับนายสุวัจจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมชาติพัฒนา เพื่อทำการเมืองในพื้นที่จ.นครราชสีมาจริง โดยตั้งเป้าว่าต้องให้ได้จำนวนส.ส.ในพื้นที่ทั้งหมด 16 คน แต่การทำการเมืองร่วมดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการรวมพรรค แต่เป็นเพียงการสร้างพันธมิตรทางการเมืองเท่านั้น

 “ส่วนผมถึงแม้จะปลดล็อคจากบ้านเลขที่ 111 แล้ว ก็ไม่คิดจะเล่นการเมืองอีก เพราะว่าแก่แล้ว แต่ผมก็มั่นใจว่าพื้นที่ภาคอีสานส่วนใหญ่พรรคเพื่อแผ่นดินจะชนะเลือกตั้งได้ เพราะพรรคเพื่อแผ่นดินไม่เป็นศัตรูกับใคร ไม่มีประวัติด่างพร้อยเรื่องทุจริต โดยทางพรรคได้มอบหมายให้แกนนำแต่ละคนดูแลพื้นที่ภาคอีสานไว้ตลอด โดยคุณพินิจจะดูแลอีสานเหนือ คุณปรีชาจะดูแลจังหวัดอุบลราชธานี และอุดรธานี ส่วนผมรับผิดชอบจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งการเลือกตั้งสมัยหน้าผมจะส่งลูกชายคนเล็กลงด้วย” ว่าที ร.ต.ไพโรจน์ กล่าว

 เมื่อถามว่าทำไมมองว่าพรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ครบเทอมเพราะมีเรื่องคดียุบพรรคอยู่ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่อยากพูดในประเด็นยุบหรือไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะจะถูกมองว่าไปกดดันศาล อย่างไรก็ตามตนมองว่าพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันนั้นไม่ควรที่จะถูกยุบ เนื่องจากจะทำให้กระบวนการพัฒนาด้านการเมืองหยุดชะงัก

 ด้านนายปรีชา กล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่ายังไม่ได้รับการทาบทามให้กลับไปร่วมรัฐบาลในตอนนี้ แต่ส่วนตัวก็ขอเอาใจช่วยให้รัฐบาลอยู่ครบวาระ 4 ปี การอยู่ได้หรือไม่ได้ของรัฐบาลก็อยู่การบริหารราชการของรัฐบาลเอง แต่เป็นห่วงเรื่องปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในรัฐบาล เนื่องจากตนเองได้เดินทางอบรมหลักสูตรผู้นำของมหาวิทยาลัยเบิรคเลย์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งนักธุรกิจก็ได้สอบถามปัญหาเรื่องนี้ของรัฐบาลเป็นอย่างมาก โดยเป็นประเด็นที่สอบถามมากกว่าปัญหาระเบิดรายวัน เพราะพวกเขามองว่าเหตุการณ์ระเบิดเป็นเพียงสถานการณ์ที่เกิดชั่วคราวไม่เหมือนกับการทุจริตที่จะมีผลต่อการตัดใจลงทุนของต่างประเทศ

เสธ.หนั่นพบ“แกนนำ"พผ.”14ต.ค.นี้

 เมื่อเวลา 17.00 น. ภายหลังการประชุมพรรค นพ.อลงกต แถลงว่า ในวันที่ 14 ต.ค.นี้ เลา 10.00 น. พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาพบกับผู้บริหารพรรคเพื่อแผ่นดิน อาทิ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรค นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ เลขาธิการพรรค รวมถึง ส.ส.ของพรรค เพื่อหารือแนวทางสร้างความปรองดอง ทั้งนี้ในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินเตรียมเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้พล.ต.สนั่นพิจารณาในเบื้องต้น ส่วนแผนปรองดองทางพรรคจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะนำเสนอต่อไป

“สุเทพ”ไม่หวั่นข่าวเป็นเป้าสังหาร เผยมีพระดีไว้คุ้มครอง

 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอระบุ ว่า มีกลุ่มฝึกอาวุธจ้องลอบสังหารนายสุเทพว่า ไม่รู้สึกกังวลอะไร ตอนนี้รู้สึกสบายใจ เพราะมีหน้าที่ลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งซ่อมส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 อย่างเดียว แต่ยอมรับว่าก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้รายงานให้ทราบแล้วว่าตนตกเป็นเป้าสังหาร โดยมีกลุ่มฝึกอาวุธบุกไปดูบ้านพักของตนถึง 2 รอบเพื่อวางแผนที่จะดำเนินการ ซึ่งหลังจากที่ตนลาออกจากรองนายกฯ ก็ไม่ได้วิตกอะไร เพราะทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)มีหน้าที่ดูแลบ้านของบุคคลสำคัญอยู่แล้ว เช่นบ้านของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ดังนั้นไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ แต่เมื่อเป็นบุคคลที่ตกเป็นเป้า ทางศอฉ.ก็จะส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแล แต่สำหรับตนนอกจากศอฉ.จะดูแลแล้วก็ยังมีพระคุ้มครองด้วย

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายสุเทพ พูดถึงตรงนี้ก็ได้แกะกระดุมเสื้อพร้อมกับเปิดอกโชว์พระที่คล้องคออยู่ โดยมีทั้งหลวงปู่ทวด และพระสมเด็จฯ ทั้งนี้นายสุเทพมีสีหน้าแจ่มใส และอารมณ์ดีกว่าเมื่อตอนที่ยังเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง

 นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า แม้จะมีข่าวกลุ่มฝีกอาวุธออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้ แต่ก็ไม่กังวลอะไร เพราะมั่นใจว่าผู้ที่ตนมอบหมายให้ดูแลศอฉ.นั้นจะดูแลสถานการณ์ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังเสร็จศึกเลือกตั้งซ่อมจะกลับมาเป็นรองนายกฯ เลยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับคนที่จะแต่งตั้ง