
เกมล้มทั้งระบบยังไม่เลิก
นับเป็นข่าวร้ายของกลุ่มคนที่คิดการใหญ่ หวังใช้ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อ ฟอรีน โพลิซี สื่อนอกในเครือหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ได้ตีพิมพ์บทความ อดีตผู้นำที่ไม่ดี
บทความชิ้นนี้ถูกแปลถึง 7 ภาษา กระจายไปทั่วโลกระบุว่า อดีตผู้นำประเทศเมื่อลงจากตำแหน่งแล้ว ก็มักจะอุทิศชีวิตสร้างสรรค์สิ่งที่งดงามให้แก่โลก แต่อดีตผู้นำอีก 5 คน รวมทั้ง ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยมีวิถีเช่นนั้นเลย
เนื้อหาโดยสรุปที่กล่าวถึง ทักษิณ นั้นเริ่มตั้งแต่ถูกรัฐประหารปี 2549 แล้วก็ใช้ชีวิตในต่างแดน ขณะที่ผู้สนับสนุนก่อเหตุยึดพื้นที่ และเกิดเหตุโกลาหลจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน
ที่สำคัญ ทักษิณ ถูกศาลตัดสินแล้วว่า คอรัปชั่นจริง
นั่นคือบทความโดยคร่าวๆ ของสื่อต่างประเทศ แต่จากปากคำของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.ผู้นำคณะปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล ทักษิณ แล้ว เรื่องราว เหตุผลมีมากกว่าที่ปรากฏ
นั่นก็คือ แผนที่ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ ล้มขุน หากแต่มุ่งโค่นทั้งกระดาน !
หลังจากที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ ด้วยอาวุธ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วไม่สำเร็จ ก็คิดที่จะล้มทั้งระบบ
เผอิญว่ามีคนอย่างทักษิณ เก่ง ฉลาด รวย คิดเร็ว และเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ทำให้องค์ประกอบครบถ้วน
ที่เหลือก็คือ การจัดตั้งกลุ่มมวลชน ที่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับมืออาชีพ ที่เคยจัดมวลชนมานักต่อนัก สูตรต่างๆ ที่เคยทดลองใช้ แต่ไม่สำเร็จ เพราะขาดปัจจัย เมื่อนำมาใช้คราวนี้จึงทะลุ ทะลวงได้ทุกด่าน เพราะรัฐบาลจ่ายไม่อั้น
เมื่อมวลชนสำเร็จ การผลักดันให้ผู้นำมีอำนาจจนเกือบเด็ดขาด เพราะเชื่อว่านี่คือหนทางที่ดีที่สุดในการเสถียรภาพของรัฐบาล
ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็งย่อมมีรัฐบาลเข้มแข็ง นโยบายเข้มแข็ง ประชาชนเข้มแข็ง
แต่ความเข้มแข็งกลับนำมาซึ่งการใช้อำนาจที่สุ่มเสี่ยงล่อแหลมต่อจริยธรรม และการทุจริต ซึ่งในเวลาต่อมามีผู้บัญญัติศัพท์ว่า "ทุจริตเชิงนโยบาย"
"อันนี้เป็นแผนเขาเลยนะ คือดันให้โต เพราะเขาเชื่อว่า เมื่อมีอำนาจ ความโลภของคนมันเกิด เพราะมันได้มาง่าย แล้วจะรู้สึกว่าตัวเองใหญ่ ทีนี้ก็จะมีปัญหาล่อแหลมไปถึงสถาบัน คนพวกนั้นก็คิดว่า เมื่อมาถึงจุดนั้นแล้วประชาชนที่เห็นความเลวร้ายจะลุกขึ้น การปฏิวัติประชาชนในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ตรงนั้น ตรงที่เห็นว่าไม่มีสถาบันใดเป็นหลักค้ำยันได้แล้ว...เขาเชื่ออย่างนั้น"
เมื่อรู้ตื้นลึกหนาบางของแผนแล้ว พล.อ.สนธิ ยอมรับว่า นำเรื่องนี้ไปเตือนให้ทักษิณรับรู้เพื่อหาทางป้องกันแก้ไข
"ผมไปบอกเขา แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้นะว่าคนของเขามีแนวคิดอย่างนี้ แต่เขาบอกว่ามั่นใจ คุมได้"
สิ่งที่ พล.อ.สนธิ ได้นำไปเตือนก็คือ เรื่องสถาบันที่ย้ำให้ ทักษิณ ระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ และเรื่องที่ถูกครหาว่าทุจริตเชิงนโยบาย เพราะตอนนั้นก็มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือการย้อนถามว่า "จะปฏิวัติผมหรือ ?"
"ผมก็ตอบไปว่า ...ทำ"
ย้อนเวลากลับไปช่วงนั้นราวเดือนกุมภาพันธ์ 2549 การที่นายทหารแม้จะอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ. ระบุว่า จะทำการปฏิวัติ ดูเป็นเรื่องโจ๊กในวงอาหารเสียมากกว่า และน่าเชื่อว่า ทักษิณ ก็น่าจะรู้สึกแบบนั้น
ใครจะคิดว่า อีกครึ่งปีเรื่องพูดเล่นจะเป็นจริง
ก็จะไม่ให้รู้สึกแบบทักษิณ ในวันนั้นได้อย่างไร ในเมื่อ กำลังที่ต่อต้านการปฏิวัติทั้งหมด อยู่ในกำมือของทักษิณ ภายใต้การดูแลของเตรียมทหารรุ่น 10 ไม่ว่าจะเป็น อากาศโยธิน นาวิกโยธิน พล.ปตอ. พล.1 พล.ม.1 แม้กระทั่งคอมมานโด ของตำรวจ
หัวใจของการจัดการเรื่องนี้ก็คือ การแทรกซึมไปในหน่วยงานที่ว่าทั้งหมด แต่กุญแจสู่ความสำเร็จก็คือ ก่อนที่จะยึดอำนาจนั้น ทหารถูกสั่งการให้ออกมาช่วยตำรวจดูแลฝูงชน แม้กระทั่งทัพภาค 4 และทัพภาค 2 ที่ถูกสั่งให้สกัดมวลชนที่จะมาร่วมชุมนุมในเมืองหลวง
ส่วนกองพลต้านปฏิวัติในเมืองหลวงก็ถูกสั่งให้มาประจำตามจุดต่างๆ
ก็เท่ากับว่า เส้นทางมาเติมกำลังนั้นถูกปิดโดยสิ้นเชิง
เมื่อมีการประกาศยึดอำนาจ ทหารทุกนายจึงไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปไหน จะมีเพียงกำลังทหารเคลื่อนที่เร็วที่ต้องไปยึดสถานีโทรทัศน์-วิทยุเท่านั้น
ขณะเดียวกันการต่อต้านก็ไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยนิด มีแต่เพียงข่าวลือว่า คอมมานโดตำรวจ จะออกมา
นั่นคืออดีตที่เพิ่งถูกเปิดเผย ...แต่เป็นอดีตที่ใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ในขณะที่ขบวนการเสื้อแดง กลับมาอีกครั้งในนามการรำลึกถึงเหตุการณ์นั่น เหตุการณ์นี่ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนว่าจะไร้หัว แต่ก็ถูกเฝ้ามองด้วยความเชื่อมั่นว่า เมื่อสุกงอมแล้ว การสวมหัว หรือหัวที่แท้จะโผล่มาภายหลัง
ถามว่าวัน-เวลาใดที่จะเรียกว่าสุกงอม ?
การขับเคลื่อนมวลชนโดยไร้แกนนำก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ จากอารมณ์ที่ค่อยๆ ปะทุ ทั้งจากผู้ชุมนุมเอง และจากผู้ที่ชิงชังการชุมนุมของคนเสื้อแดง
พื้นฐานของความพยายามใช้สัญลักษณ์ครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่พล.อ.สนธิ ยึดอำนาจ หลังจากคำเตือนไม่ได้รับการตอบสนอง และกลับตอกย้ำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกระแสสังคม
เพียงแต่ในวันนี้ การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของคนเสื้อแดงนั้นยังไม่ไปไกลถึงขั้นจลาจล แต่ในวันข้างหน้า ใครจะรับประกันได้ว่า เลือดจะไม่นองแผ่นดินอีกครั้ง
ถึงวันนี้โลกเริ่มรับรู้แล้วว่า ตัวตนของทักษิณ นั้นเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้หมายความว่า คนไทยคุยกันได้แล้ว ...จริงๆ
ศรายุทธ สายคำมี



