
หนัง
เด็กบ้านนอกอย่างผมเกิดมาไกลปืนเที่ยง สิ่งบันเทิงเริงใจที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้มากที่สุด คือหนังหรือภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังปิดวิก เพราะหนังปิดวิกหรือหนังที่เก็บเงินค่าผ่านประตู มักจะเป็นหนังที่ค่อนข้างใหม่ออกจากโรงชั้นหนึ่งไม่นานนัก ต่างไปจากหน
แต่ที่ว่าใหม่ๆ ของคนบ้านนอกอย่างผม ก็ต้องออกจากโรงชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯ ไปแล้ว ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือภายในหนึ่งปี รับรองได้ว่าจังหวัดเล็กๆ อย่างบ้านเกิดของผม ไม่มีโอกาสได้ดูเร็วกว่านั้นแน่ ดังนั้นหนังขายยาหรือหนังกลางแปลงรวมทั้งหนังแก้บน ที่หามาให้ชาวบ้านดูกันฟรีๆ ไม่เสียสตางค์ จึงไม่ต้องไปคิดกันว่าจะเก่ามากขนาดไหน ถึงกระนั้นก็ตามหนังก็ยังเป็นสิ่งบันเทิงใจหลักที่ทำให้คนบ้านนอกลืมความทุกข์ยากไปได้
เข้ามาเป็นเด็กกรุงเทพฯ เพื่อเรียนหนังสือ ผมก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจกับโรงหนังที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ มีที่นั่งชั้นล่างและชั้นบนให้เลือก เก้าอี้ก็บุหนังหุ้มนวมนั่งนุ่มก้นสบายใจ ต่างจากวิกที่บ้านนอกของผม ซึ่งต้องปูเสื่อหรือเอากระดาษหนังสือพิมพ์มารองก้น อย่างเก่งก็เป็นไม้ยาวนั่งเรียงกันเป็นตับ
แถมหนังที่ถูกคนกรุงเทพฯ แสนทันสมัยเรียกว่าภาพยนตร์ ก็เป็นหนังจอใหญ่ขนาด 35 มม. ซีเนมาสโคป หรือถึงขั้นสีอีสต์แมนกันเลยทีเดียว ทำให้อรรถรสการชมภาพยนตร์ของผมได้รสได้ชาติ และยิ่งได้ชมภาพยนตร์ต่างประเทศแบบเสียงในฟิล์ม ที่ต้องอ่านบทบรรยายภาษาไทยด้านล่างของจอ ก็ยิ่งรู้สึกว่าหนังหรือภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนั้นมีรสมีชาติมากยิ่งขึ้น
ราคาค่าตั๋วหนังของคนยุคผมระดับแพงๆ ก็ไม่เกิน 20 บาท แต่ในปัจจุบันค่าตั๋วเกินร้อยบาทไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบได้ อีกทั้งโรงภาพยนตร์ทันสมัยหลายแห่งมีการตั้งเก้าอี้ตัวอย่างเอาไว้หน้าโรงให้คนอยากดูหนังได้เห็น บางโรงที่นั่งสำหรับชมก็มีลักษณะคล้ายตั่งหรือเตียงมากกว่าที่จะเป็นเก้าอี้
การถ่ายทำภาพยนตร์สมัยก่อนต้องใช้ฟิล์มเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดของฟิล์มคือไม่สามารถนำมาถ่ายซ้ำหรือถ่ายทับลงไปใหม่เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ต่างจากปัจจุบันนี้ที่สามารถถ่ายซ้ำใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้กับระบบดิจิทัล ดารายุคนี้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องแม่นบทต่างๆ โดยเฉพาะบทพูดมากนัก
แถมคนที่เป็นดาราก็ไม่จำเป็นต้องหล่อเหลาเอาการ หรือสวยเริดเช่นกับดาราสมัยก่อนอีกต่อไป หน้าตาธรรมดาๆ หรือขี้เหร่ขนาดไหนก็เป็นดาราได้ไม่ยาก ขอเพียงให้มีการประชาสัมพันธ์กันเต็มที่ก็เกิดเป็นดาราดังได้ และภาพยนตร์สมัยนี้ก็สามารถทำรายได้เป็นสิบล้านร้อยล้านบาทไม่ยาก ไม่เหมือนยุคเก่าก่อนที่ทำรายได้แค่หนึ่งล้านบาท ดอกดินตัวดำๆ ก็ต้องออกมาโฆษณาว่า “ล้านแล้วจ้า”
ดาราในยุคสมัยผมจะมีผัวมีเมียต้องปิดบังกันเอาไว้สุดชีวิต เพราะขืนให้คนรู้ว่ามีผัวมีเมียแล้ว กลัวว่าความนิยมจากแฟนๆ จะเสื่อมลงไป คนที่เป็นดาราจึงไม่ต่างไปจากดวงดาวบนฟ้า ที่คนทั่วไปจะพบเห็นหรือสัมผัสตัวตนได้ง่ายๆ ต่างไปจากสมัยนี้ที่ดารามีเกลื่อนเมืองจนแม้กระทั่งเดินชนไหล่กันก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นดารา
แนวทางการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ในปัจจุบันก็ทำกันง่ายๆ เพียงแค่ใช้ให้ดาราที่แสดงในเรื่องทำตัวหรือปล่อยข่าวให้ผู้คนสนใจเท่านั้น เราจึงได้รู้เห็นกับข้อความที่ว่า “รักโปรโมทหนัง” หรือแม้แต่การออกข่าวร้ายๆ นำแล้วตามด้วยข่าวของภาพยนตร์ ที่กำลังจะเข้าโรงฉายในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับข่าวที่เกิดขึ้น จนทำให้เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าข่าวของดาราที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องราวของข่าวจริงหรือเป็นข่าว ที่เกิดและเปิดขึ้นมาเพื่อโปรโมทหนังเท่านั้น วงการบันเทิงยุคนี้จึงสมกับคำที่เรียกขานกันว่าเป็น “โลกมายา” อย่างแท้จริง
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



