ข่าว

ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิทางการเมือง

ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิทางการเมือง

12 ต.ค. 2553

ความร้อนระอุของอุณหภูมิทางการเมืองนั้นมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะใหม่หลังจากการสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ดังที่ในสัปดาห์นี้จะขอนำมากล่าวถึงในสามประเด็น

 ประเด็นที่หนึ่ง ก็คือความไม่พอใจต่อระบอบการเมืองที่เป็นอยู่นั้นมีลักษณะที่กว้างขวาง มีบรรยากาศรุนแรงมากขึ้น และมีลักษณะข้ามทวีป ดังจะเห็นได้จากการประท้วงตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่หน้าที่ทำการของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศจากทวีปยุโรปและอาเซียน ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยและคณะก็ไปร่วมด้วย

 ส่วนนายกรัฐมนตรีและคณะจะเห็นการประท้วงหรือไม่ อันนี้ผมไม่แน่ใจ เพราะการประท้วงนั้นทำที่ตรงเกาะกลางถนน ที่รถผู้นำแต่ละประเทศนั้นจะต้องวิ่งผ่าน แต่ก็เอาเป็นว่านายกฯ ไม่เห็นไม่เป็นไร แต่คนอื่นเขาเห็นกันทั่ว

 และที่สำคัญการประท้วงนั้นใหญ่กว่าการชุมนุมเรียกร้องในเชิงสัญลักษณ์ของบรรดาภาคประชาชนของทั้งสองทวีป ที่ประชุมเวทีคู่ขนานกับบรรดาผู้นำสองทวีปเสียอีก

 ผมกำลังหมายถึงกลุ่มที่เรียกตัวเองและรู้จักในนามว่า "แดงยุโรป" ที่ชุมนุมที่เบลเยียมเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมานั่นแหละครับ ซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน และมาจากประเทศต่างๆ ในยุโรป และไม่ได้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับขบวนการเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ ในแง่ขององค์กร หรือตัวผู้นำอย่างทักษิณ

 แต่พวกเขามารวมตัวกันชุมนุมทั้งไม่เห็นด้วยกับการสลายการชุมนุมของรัฐบาล (ขอใช้คำที่ไม่ได้กล่าวโทษโดยตรง เพราะการสอบสวนเรื่องนี้ควรจะต้องกระทำต่อไปจากทุกฝ่าย จนกว่าจะมีข้อสรุป) และไม่เห็นด้วยกับ "ความชอบธรรม" ของรัฐบาล

 กล่าวได้ว่าอุณหภูมิความร้อนแรงของการชุมนุมนั้นไม่ได้มีแต่เรื่องของการต่อต้านรัฐบาล หรือผู้นำเท่านั้น แต่ความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้ ที่อย่างน้อยสะท้อนออกมาจากการชุมนุนนั้น ได้ลุกลามไปถึงความรู้สึกแบ่งพวกและข้างของผู้คน ในกรณีของความไม่มั่นใจว่าใครเป็นพวกใคร ทั้งที่ยังรู้สึกว่าเป็น "คนไทยด้วยกัน" แต่ว่า "มากับนายกฯ ใช่ไหม?" ... "เขาอยู่ไหน?"

 ในประเด็นที่สอง ในกรณีของการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ราชประสงค์เอง และจากการชุมนุมในหลายๆ ที่ สิ่งที่เริ่มกลายเป็นประเด็นในการถกเถียงกันมากขึ้นก็คือความสัมพันธ์ระหว่างมวลชน กับแกนนำ และการนำ ภายใต้ความรับรู้-รู้สึกถึงพลังของความไม่พอใจกับระบอบที่ปกครองอยู่ ซึ่งข้อถกเถียงนั้นแบ่งออกเป็นหลายด้าน อาทิ บางกลุ่มยังเชื่อว่าถ้าการนำและแกนนำมีการบริหารจัดการที่ดี ก็จะสามารถบริหารและกำหนดทิศทางการชุมนุมให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ได้ (ด้านกลับในเรื่องนี้เองก็คือฝ่ายรัฐก็มีความคาดหวังที่จะพบเจอกับแกนนำในความหมายเก่าเช่นกัน เพราะอย่างน้อยก็สามารถ "เจรจา" ต่อรองกันได้ เมื่อเทียบกับการชุมนุมที่ปราศจากแกนนำ)

 ในขณะที่บางกลุ่มก็เชื่อว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้ข้ามพ้นยุคสมัยและความเข้าใจในเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองในแบบเดิมไปแล้ว กล่าวคือ เรื่องใหญ่ไม่ใช่การจัดตั้ง และการช่วงชิงการนำ-กำหนดยุทธศาสตร์ แต่เป็นเรื่องการทำความเข้าใจกับความรู้สึกของมวลชนและความต้องการของมวลชนที่มีศักยภาพในการแสดงออกทางการเมืองด้วยตัวของเขาเอง

 ในประการสุดท้ายก็คือ ความรู้สึกไม่พอใจ เสียใจ และการแสดงออกถึงความเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองของมวลชนนั้นไปไกลกว่าทั้งเรื่องของการปะทะกับรัฐบาล และกับกลุ่มคนที่เป็นขั้วตรงข้าม แต่ได้ลามไปถึงความไม่พอใจและเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการเมืองในแง่ของการท้าทายพลังที่ค้ำยันรัฐบาลนี้เอาไว้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำความเข้าใจคำว่าระบอบทางการเมือง (political regime) นั้น หมายถึง ทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองที่เรามองเห็น และในส่วนของความชอบธรรม (legitimacy) ที่รองรับการบริหารบ้านเมืองจากรัฐบาลในส่วนที่เรามองเห็นและอ้างอิงกับกฎหมายได้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องของความรู้สึก หรือความเชื่อ หรืออาจจะต้องมองเห็นได้ด้วยการทำความเข้าใจผ่านแนวคิดทฤษฎี เป็นต้น

 เรื่องนี้คงยังดำเนินต่อไปอีกยาวนาน ตราบที่ความสัมพันธ์ในส่วนของการค้ำยันระบอบนี้ไม่ชัดเจน และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ของการปลุกระดมหรือการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดฝ่ายเดียว เพราะข้อมูลนั้นอาจจะผิดพลาดกันได้ทุกฝ่าย และความเข้าใจและความมุ่งหวังที่มีต่อข้อมูลนั้นก็อาจจะผิดพลาดกันทุกฝ่ายด้วยครับ