
รำลึก500ปีสยาม-โปรตุเกสกับเรือซากรืช
การได้เฝ้ารอชมเรือ"ซากรืช" ตั้งแต่ยังเห็นไม่ชัดเจนนักด้วยยังอยู่ไกลจากสายตา กระทั่งค่อยๆปรากฎโฉมชัดขึ้นทุกขณะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวะที่เรือขนาดมหึมา
ค่อยๆเคลื่อนเข้าเทียบท่าเรือคลองเตยเมื่อช่วงสายของวันเสาร์ที่ผ่านมา ช่างให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง แม้เรือไม่ได้อยู่ในสภาพกางใบอย่างที่เห็นในรูปถ่ายหากแต่เป็นเสาสูงลิบและเชือกระโยงระยางมาแต่ไกล จนทำให้หวนรำลึกถึงภาพถ่ายเรือโบราณและแบบเรียนประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งที่ อะฟงซู่ อัลบูแคร์ อุปราชโปรตุเกสประจำอินเดีย ได้ส่ง ดูอาร์ต ฟือร์นันดืซ เป็นทูต มาทำความรู้จักกับสยามเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2054 หรือเมื่อเกือบ 500 ปีก่อนโน้น
ซากรืช เป็นเรือฝึกของกองทัพเรือโปรตุเกส ได้ชื่อว่าเป็นเรือใบที่สวยที่สุดในโลกลำหนึ่ง ลักษณะเป็นเรือใบสามเสา ตัวเรือยาว 90 เมตร ต่อเมื่อปี พ.ศ.2480 โดยอู่ต่อเรือบริษัท โบลห์ม แอนด์ วอสส์ ประเทศเยอรมนี และได้มาเป็นเรือชักธงแสดงสัญชาติโปรตุเกสเมื่อปี พ.ศ.2505
ภารกิจของเรือลำนี้คือใช้สำหรับการฝึกภาคทางทะเลและฝึกอบรมลักษณะผู้นำในอนาคตของนายทหารเรือโปรตุเกส นอกเหนือจากการศึกษาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่โรงเรียนนายเรือ ความโดดเด่นของเรือซากรืช คือการชักใบและบังคับขับเคลื่อนด้วยกำลังคนเป็นหลัก แทนการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งนัยหนึ่งเป็นการสืบสานประเพณีการเดินเรือแบบดั้งเดิมของประเทศที่เคยมีอดีตเป็นนักผจญภัยและเกรียงไกรด้านการเดินเรือ และเพื่อให้นักเรียนนายเรือได้เรียนรู้การเดินเรือและรู้จักท้องทะเลอย่างถึงแก่น นอกจากนี้ ซากรืชยังเป็นเหมือนโรงเรียนชีวิตให้เหล่านักเรียนนายเรือ ได้ฝึกพัฒนาความเชื่อมั่นในตัวเอง ความกล้าหาญ ความเด็ดเดี่ยวและศักยภาพในการตัดสินใจ ซึ่งแน่นอนว่าคุณสมบัติเหล่านี้คือสิ่งที่กองทัพเรือทุกแห่งแสวงหาในตัวของผู้นำ
หน้าที่สำคัญของเรือซากรืชอีกอย่างคือ การเป็นทูตสัญจรของโปรตุเกส ลอยลำไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศในโอกาสสำคัญๆทางประวัติศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า สำหรับชาติที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเพราะความเก่งกล้าเรื่องการเดินเรือเมื่อครั้งอดีตนั้น คงไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นตัวแทนของโปรตุเกสได้ดีเท่านี้ ดังนั้น ไม่ว่าจะไปยังที่แห่งใด เรือซากรืชจึงถูกมองเสมือนเป็นทายาทของ วาสโกดากามา และเหล่านักเดินเรือสำรวจท่านอื่นๆของโปรตุเกส และนอกจากจะเต็มไปด้วยความหมายทางประวัติศาสตร์มากมายแล้ว ซากรืชยังได้ชื่อว่ามีความทันสมัยในแง่ของความเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม โดยได้รับรางวัล"บลู แฟลก" เป็นเครื่องการันตีเมื่อปีที่แล้ว
สำหรับการเดินทางมาแวะเยือนกรุงเทพพร้อมด้วยลูกเรือ 150 ชีวิตซึ่งในจำนวนนี้รวมทั้งนักเรียนนายเรือโปรตุเกส 35 นายและนักเรียนนายเรือต่างชาติอีก 15 นายนั้น ถือเป็นครั้งแรกของเรือซากรืช และเสมือนเป็นการโหมโรงการฉลองครบรอบ 500 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสยาม/ไทย-โปรตุเกส ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
นาวาโทเปดรู พรูเอ็นซ่า เม็งดืซ ผู้บังคับการอารมณ์ดีแห่งเรือซากรืช ได้พูดระหว่างแถลงข่าวบนเรือหลังเทียบท่าว่า อยากเชิญชวนให้ชาวไทยได้ไปชมเรือลำนี้กันให้มากๆ พร้อมหันไปมองลูกเรือคนหนึ่งที่กำลังขัดทองเหลืองที่ขอบพังงากลางดาดฟ้าเรือจนเงาวับ เป็นสิ่งยืนยันคำพูดว่า พวกเราขัดสีฉวีวรรณเรือให้สวยงามพร้อมต้อนรับแขกผู้ไปเยือนอยู่เสมอ
เรือซากรืช จะยังเทียบท่าเรือโอบี ที่ท่าเรือคลองเตย รอให้ผู้ชมชาวไทยไปเยือนอีกเพียง 2 วันคือในวันจันทร์(11ตค) กับวันพุธ(13 ตค)ก่อนถอนสมอจากอดีตดินแดนแห่งสยามไปยังสิงคโปร์ จากนั้น แวะจอดอีกหลายประเทศ ก่อนกลับสู่กรุงลิสบอน เมืองหลวงโปรตุเกสในวันที่ 23 ธันวาคม อันเป็นการเสร็จสิ้นการเดินทางอันยาวไกล 36,000 ไมล์ทะเล รวมเวลา 11 เดือน



