
"ความเท่าเทียมไม่ใช่แค่หาร"
จากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุดทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งที่ประกาศเป็นพื้นที่ พ.ร.ก.ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหลายฝ่ายพากันวิเคราะห์กันไปตามมุมมองของแต่ละฝ่าย
โดยภาครัฐมองว่าเป็นพวกสร้างความวุ่นวายป่วนบ้านป่วนเมือง ฝ่ายตรงข้ามรัฐก็มองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีเจตนาที่จะใช้กฎหมายที่มีลักษณะลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ขณะเดียวกัน "รัฐบาล" ได้ตั้งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินการในเรื่องของ "แผนปรองดองแห่งชาติ" เพื่อสร้างความสมานฉันท์และความสงบสุขให้แก่บ้านเมือง
"ดร.ถวิลวดี บุรีกุล" ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า สนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการสร้างความปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นชุดที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งขึ้น หรือการทำหน้าที่ของ "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา แม้ว่าถูกมองว่าเป็นความฝัน แต่ก็มีสิทธิทำฝันให้เป็นจริงได้ แม้ว่าหลายคนจะไม่เชื่อว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นจริง
ที่สำคัญการปรองดองไม่ควรทำเฉพาะระดับบนหรือคนกลุ่มเดียวโดยที่ไม่ก่อประโยชน์ให้แก่ประชาชนระดับล่างหรือเกิดประโยชน์กับประเทศ แม้ระดับบนจะเจรจาตกลงกันได้ แต่ระดับล่างไม่ได้รับการตอบสนองสิ่งที่เรียกร้องการต่อสู้ก็ยังคงอยู่ อาจจะมีรูปแบบที่หลากหลายและนำมาซึ่งความสูญเสียของสังคมไทยมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นไม่ควรฝากอนาคตของประเทศไว้กับคณะทำงานปฏิรูปประเทศไทยที่รัฐบาลตั้งขึ้น !
ส่วนเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุด "ถวิลวดี" แนะว่า ไม่ควรด่วนสรุปว่าคนกลุ่มไหนเป็นผู้กระทำโดยที่กฎหมายยังไม่มีการพิสูจน์ เพื่อลดความเกลียดแค้น ชิงชัง เพราะมองว่าถูกป้ายสี หากจะทำให้สังคมเกิดการปรองดองควรให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย รวมทั้งสร้างเครือข่ายตาสับปะรดหันมาช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว
"บางครั้งเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองอาจเกิดจากการสร้างสถานการณ์ของคนบางกลุ่ม เพื่อจะอยู่ในอำนาจต่อก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรเร่งตัดสินใจในบางเรื่อง เพราะจะสร้างความเข้าใจผิดและก่อให้เกิดความเกลียดชังของคนในสังคมเดียวกันจนไม่สามารถหันมามองหน้าปรับความเข้าใจกันได้"
จุดเริ่มต้นของการปรองดอง "ถวิลวดี" มองว่าควรเริ่มต้นที่ความเท่าเทียมและเสมอภาคในทุกเรื่องทั้งเรื่องการดำรงชีวิตและการใช้กฎหมาย
"ความเท่าเทียมไม่ใช่แค่การหารให้ได้จำนวนเท่ากัน แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงทรัพยากร การกระจายโอกาส มีการบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมกัน อยากให้ช่วยกันติดตามการใช้งบประมาณปี 2554 มีการจัดงบลงพื้นที่เป็นธรรมหรือไม่อยากให้สังคมช่วยกันตรวจสอบและติดตาม"
"ถวิลวดี" ได้แสดงความเป็นห่วงการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันที่นักการเมืองและข้าราชการร่วมมือกันนำนโยบายไปปฏิบัติมีการแบ่งผลประโยชน์กันโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม
"ขณะนี้มีนักธุรกิจเข้ามาเป็นนักการเมืองแล้วบีบข้าราชการให้ร่วมมือเพื่อนำนโยบายไปปฏิบัติโดยแลกกับผลประโยชน์การเลื่อนขั้นให้สูงขึ้น มีข้าราชการบางคนหวังสบายหลังเกษียณก็ยอมทำตาม ขณะที่นักการเมืองก็ร่ำรวยขึ้นถือเป็นการหาทุนไว้ก่อนการเลือกตั้ง"
ซึ่ง "ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า" มองว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีการใช้อำนาจรุนแรงกว่าทุกครั้งโดยเฉพาะการเลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียวจะมีการจัดการคนที่จะเข้าสู่อำนาจ เพราะจะไม่มีหมายเลขสำรอง แต่มีเลือกตั้งใหม่ เหตุการณ์ลักษณะนี้มีมากในพื้นที่ภาคอีสาน
"การเมืองในปัจจุบันถือว่าผิดธรรมชาติ ไม่ยอมรับการเป็นฝ่ายค้านตามระบบมีการแย่งชิงกันเป็นรัฐบาลทั้งที่ขบวนการเข้าสู่อำนาจตามหลักประชาธิปไตยต้องยึดระบบ และมีบุคคลบางกลุ่มต้องการเข้ามามีอำนาจโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง"
ดังนั้น "ถวิลวดี" เห็นว่าในสังคมไทยปัจจุบันที่ไม่เหมือนเดิมมีความเห็นที่แตกต่างรัฐบาลควรกำหนดวาระแห่งชาติ "ประชาชนต้องมาก่อน" ตามสโลแกนของพรรคการเมืองบางพรรค โดยให้ประชาชนที่รู้เรื่องวิชาการน้อยนิดได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาของประเทศเปิดเวทีให้คนเหล่านี้ได้แสดงความคิดเห็น
"ถึงเวลาหมดยุค นักการเมือง เอกชน และข้าราชการ รู้ดี เชื่อว่าจะแก้ปัญหาความแตกแยกที่เกิดขึ้นได้ เพราะคนไทยไม่เกลียดกันจนถึงขนาดฆ่ากันได้อยากให้รัฐบาลทำเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติเหมือนที่ประเทศมาเลเซียทำ โดยให้สื่อช่วยเป็นตัวกลางสะท้อนปัญหาต่างๆ และสร้างกระแสให้เป็นที่สนใจของสังคมแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานแต่ถือว่าคุ้ม" ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวปิดท้าย
สมถวิล เทพสวัสดิ์



