ข่าว

หรือเราต้องเอาการเมืองออกจากกระบวนการสร้างชาติ

หรือเราต้องเอาการเมืองออกจากกระบวนการสร้างชาติ

11 ต.ค. 2553

ศูนย์วิจัยของ “เอแบค” ร่วมกับนักศึกษา “คอร์เนลล์” ของสหรัฐ ไปสอบถามชาวบ้าน 28 จังหวัดว่าด้วย “ดัชนีความสุข” พบว่าคนกรุง “น่าห่วงที่สุด” ขณะที่ “ภาคเหนือนำโด่ง”

 ที่ผมสนใจเป็นพิเศษของผลการวิจัยนี้คือ ความเห็นของคนไทยวันนี้ต่อ “นักการเมือง”

 ตอนหนึ่งของผลวิจัยบอกว่า “จากการสัมภาษณ์เจาะลึกเชิงคุณภาพกับประชาชนคนกรุงเทพฯ พบว่าส่วนใหญ่ระบุว่านักการเมืองมีแต่เรื่องวุ่นวาย น่าเบื่อหน่าย มองไปที่นักการเมืองคนไหน หาคนดีๆ ได้ยาก มีแต่ทุจริต คอรัปชั่น ผลประโยชน์ แย่งอำนาจ แย่งกันเป็นใหญ่ เอาแต่พูด ไม่มีใครจริงใจจริงจังเพื่อบ้านเมือง ...จบเรื่องนี้ต่อเรื่องนั้นให้วุ่นวายไม่จบสิ้น..."

 ถามถึงแผนปรองดองของฝ่ายการเมืองกลับถูกประชาชนผู้ถูกนักศึกษาถามย้อนกลับว่า “แผนปรองดองเหรอ พวกเขาไปปรองดองกันให้สำเร็จก่อน ก่อนเอามาให้ประชาชน”

 แน่นอนว่าทัศนคติ “เหวี่ยงแห” อย่างนี้อาจจะไม่เป็นธรรมนักต่อนักการเมืองที่ดี ที่มุ่งมั่นจะทำงานเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ และคนที่ก้าวเข้ามาการเมืองด้วย “จิตสาธารณะ” หรือ public spirit อย่างแท้จริง

 แต่เขาเหล่านี้เป็น “ส่วนน้อย” หรือ “ส่วนมาก” ยังเป็นประเด็นที่ต้องถกแถลงกันอย่างกว้างขวางต่อไป

 แต่น่าสังเกตว่าความรู้สึกของประชาชนต่อนักการเมืองวันนี้ไม่ได้กระเตื้องกว่าเดิม ไม่ว่าเราจะเขียนรัฐธรรมนูญมากี่ฉบับ และพยายามจะ “ล้อมคอก” ทุกวิถีทางไม่ให้นักการเมืองเลวๆ สามารถทำร้ายประเทศชาติได้

 รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ว่ากันว่าเป็น “รัฐธรรมนูญประชาชน” ที่เป็นการร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมกว้างขวางที่สุด ก็ไม่ได้ทำให้เกิดนักการเมือง “รุ่นใหม่” ที่มีอุดมคติมากกว่าเก่า

 หรือมีแล้ว แต่ชาวบ้านอย่างพวกเราไม่เห็นไม่ตระหนัก? หรือว่าพวกเขาถูกนักการเมืองเก่ากลืนหายไปกับกระแสแห่งผลประโยชน์และความจำเป็นที่จะต้องได้รับการ “เลือกตั้ง” เข้ามาในสภา?

 หรือนักการเมืองที่มีคุณภาพนั้นเมื่อเข้ามา “เจอของจริง” แล้วก็ค่อยๆ กลายเป็น “นักเลือกตั้ง” ไปโดยปริยาย เพราะไม่สามารถจะต้านแรงกดดันของนักการเมืองรุ่นเก่าที่ครอบงำพรรคการเมืองทั้งหลายทั้งปวงได้?

 เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งสำหรับคนไทยที่เคยตั้งความหวังไว้ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา และขบวนการภาคประชาชนที่ต่อสู้รณรงค์เพื่อให้นักการเมืองมีคุณภาพมากขึ้น เพื่อจะยกระดับมาตรฐานของ “ผู้อาสาเข้ามาทำงานสาธารณประโยชน์” มากว่า 35 ปี

 หากคนรุ่นนั้นนอนหลับไปหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และมาตื่นในเดือนตุลาคมของ 2553 วันนี้ พวกเขาจะต้องตกใจเป็นอย่างยิ่งว่า ไฉนจึงยังเห็นหน้านักการเมืองรุ่นเก่าๆ ที่มีอาชีพเป็นแค่ “นักเลือกตั้ง” ยังมีอิทธิพลและกำกับการแสดงการเมืองของประเทศเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 มิหนำซ้ำ นักเลือกตั้งเหล่านี้ยังย้อนกลับไปเล่นกับสถาบันกองทัพ เพื่อลากเอาคนในเครื่องแบบ มาเป็นส่วนหนึ่งของเกมต่อรองทางการเมืองอย่างน่าละอาย

 แปลว่า 35 ปีหลังนี้ ไม่ว่าสังคมไทยจะอ้างว่าได้พัฒนาทางด้านวัตถุมากมายเพียงใด ไม่ว่า “ผลผลิตมวลรวม” หรือจีดีพีของประเทศจะเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตาอย่างไร แต่คุณภาพของนักการเมืองกลับย่ำอยู่กับน้ำเน่าน้ำครำเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลย

 สาเหตุแห่งความล้มเหลวในการพัฒนาคุณภาพของ “คน” ในแวดวงการเมืองคงจะมีหลากหลายด้าน

 แต่ท้ายสุดก็ต้องโยงไปถึงการไม่ก้าวหน้าของ “มาตรฐานจริยธรรม” ของสังคมไทย

 จริยธรรมของสังคมย่ำอยู่กับที่เพราะมาตรฐานการศึกษาล้าหลัง

 การศึกษาสอนให้คนเป็นคนดี คนกล้า และเสียสละ แต่ค่านิยมเช่นว่านี้เกิดไม่ได้ หากเรายังฝากความหวังว่านักการเมืองจะเข้าใจและผลักดัน “การศึกษา” ของประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้

 ทำอย่างไรเราจึงจะ “เอาการเมืองออกจากการสร้างอนาคตของชาติ”?

สุทธิชัย หยุ่น