ข่าว

ระวังเตะหมูเข้าปากพม่า?

ระวังเตะหมูเข้าปากพม่า?

11 ต.ค. 2553

ระยะนี้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขยันออกแคมเปญแผนงานด้านต่างประเทศเป็นการใหญ่ ส่วนหนึ่งคงอยากจะสร้างผลงานให้โดดเด่นขึ้นเป็นของขวัญให้รัฐบาลในโอกาสที่จะครบรอบ 2 ปีที่เข้ามาบริหารประเทศในเดือนพฤศจิกายนนี้ หลังได้ชื่อว่าเป็นรัฐมนตรีส

 อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าแคมเปญของเจ้ากระทรวงบัวแก้ว โดยเฉพาะแผนรณรงค์กระชับพื้นที่หัวใจกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา ลาว และพม่า พยายามจะเลี่ยงประเด็นการเมืองให้มากที่สุด มุ่งไปเน้นแคมเปญด้านวัฒนธรรมและด้านศาสนามากกว่า อย่างเช่นในแผนฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชานั้น จะมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยการส่งศิลปินไปแสดงคอนเสิร์ต หรือการเป็นเจ้าภาพจัดผ้าป่าหรือกฐินสามัคคีไปที่กัมพูชา ศรีลังกาและอินเดีย เป็นต้น

 แต่แคมเปญล่าสุดได้สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย เมื่อเจ้ากระทรวงบัวแก้วประกาศแผนเตรียมส่งชาวพม่าในไทย 2 ล้านคนกลับคืนสู่แผ่นดินเกิด หลังรัฐบาลย่างกุ้งเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดมีขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้แล้ว

 ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขนานใหญ่จากกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่กังวลว่าชาวพม่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานเถื่อนที่ลักลอบเดินทางเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายอาจจะถูกทารุณหลังกลับประเทศแล้ว เพราะไม่มีหลักประกันรับรองความปลอดภัยอะไรทั้งสิ้น แม้นายกษิตจะให้คำรับรองในสวัสดิภาพของชาวพม่าอพยพเหล่านี้ แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ

 ก็คล้ายกับการส่งกลับชาวม้งอพยพที่อยู่ในไทยมานาน จนป่านนี้สื่อตะวันตกก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะเจาะข่าวโดยตั้งธงล่วงหน้าว่าจะต้องมีม้งอพยพถูกรัฐบาลลาวสังหารอย่างเงียบๆ แน่

 สำหรับชาวพม่าในไทยนั้นมีอยู่ราว 2 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ โดยไม่มีบัตรประจำตัว และมีอยู่ไม่ใช่น้อยหนีมาพึ่งใบบุญไทยเนื่องจากถูกกดขี่ทางเชื้อชาติและการเมือง นอกจากนั้นยังเข้ามาทำงานในงานที่คนไทยรังเกียจและไม่อยากทำ ส่วนใหญ่เป็นงานที่เสี่ยงอันตรายและค่าแรงต่ำ ไม่นับรวมผู้อพยพอีกราว 1.5 แสนคนตามค่ายผู้อพยพตามแนวชายแดนไทยพม่า

 แน่นอนว่า ชาวพม่าในค่ายอพยพ ซึ่งมีทั้งผู้พลัดถิ่น และปัญญาชนที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ จะเป็นเป้าหมายแรกที่จะถูกส่งกลับประเทศ

 นักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิแรงงานและองค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทยให้ความเห็นคล้ายๆกันว่าถึงแม้ว่าประชาธิปไตยในพม่าหลังการเลือกตั้งอาจจะกระเตื้องขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่พม่าก็ยังไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยที่จะส่งผู้อพยพชาวพม่ากลับไป

 แอนดี ฮอลล์ ผู้อำนวยการโครงการของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิเพื่อการพัฒนา (เอชอาร์ดีเอฟ) ยอมรับว่าข้องใจไม่ใช่น้อยที่รัฐบาลไทยจะส่งชนกลุ่มน้อยกลับพม่าหลังการเลือกตั้งในเมื่อยังมีความขัดแย้งอยู่ในพื้นที่อีกมาก เธอยังเห็นพ้องกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวเอกชนว่า ไม่ควรส่งชาวพม่าที่รอการลี้ภัยในไทยกลับประเทศเพราะอาจจะเกิดเหตุประหัตประหารรุนแรงขึ้นได้ 

 คำถามมากมายเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่มีใครมั่นใจว่าการเลือกตั้งทั่วไปในพม่าในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ แม้อาจจะทำให้พม่ามีประชาธิปไตยมากขึ้น แต่อาจจะเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งไม่ใช่เครื่องรับประกันว่าพม่าจะปฏิบัติกับชาวอพยพพม่าและชนกลุ่มน้อยพม่าตามหลักมนุษยธรรม อย่างที่พึงเป็น

นันทิดา พวงทอง