
อุโมงค์ป่าตองโครงการนี้จะเกิดผลกระทบน้อยที่สุด
กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากสำหรับโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงแนวใหม่เชื่อมกะทู้-ป่าตองหรืออุโมงค์ป่าตอง ซึ่งเทศบาลเมืองป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท แอพซิลอน จำกัด บริษัท แพลนโปร จำกัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการศ
-ความจำเป็นที่จะต้องมีโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงแนวใหม่เชื่อมกะทู้-ป่าตอง หรืออุโมงค์ป่าตอง
เปี่ยน : ปัจจุบันการเดินทางเข้าออกพื้นที่ป่าตองจะมีทางหลวง 4029 เป็นถนนสายหลักเพียงเส้นเดียวที่เชื่อมโยงพื้นที่ฝั่งตะวันออกของเกาะภูเก็ตสู่หาดป่าตอง เป็นทางหลวงขนาด 2 ช่องจราจร เขตทางแคบ เส้นทางคดเคี้ยวและลาดชันสูง ตามลักษณะของภูมิประเทศที่ถนนตัดผ่าน แม้จะมีการก่อสร้างช่องทางพิเศษเพิ่มสำหรับรถขนาดใหญ่ในทางช่วงที่ไต่ความลาดชัน พร้อมทั้งกำหนดเวลาขึ้น- ลงก็ตาม แต่ด้วยปริมาณการจราจรที่ค่อนข้างสูง และมีสภาพหนาแน่นตลอดทั้งวัน ประกอบกับเมื่อมีฝนตกหนักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเฉลี่ยแล้ว 300-400 ครั้งต่อปี ทำให้การจราจรติดขัด บางครั้งถึงกับเป็นอัมพาต เกิดความล่าช้าในการเดินทาง นอกจากนี้ยังมีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจากการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้ง
การเริ่มต้นโครงการศึกษาขุดเจาะอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง เกิดขึ้นในปี 2543 โดยเทศบาลได้ของบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภูเก็ต และเทศบาลสมทบอีกส่วนรวมประมาณ 7 ล้านบาท ได้ข้อสรุปว่า ควรที่จะมีการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่เชื่อมต่อกะทู้-ป่าตอง ในรูปแบบของการทำอุโมงค์หรือสะพานลอด แต่ต้องใช้ในการดำเนินโครงการค่อนข้างสูงมาก ทำให้โครงการดังกล่าวต้องหยุดชะงักไป
อย่างไรก็ตาม เทศบาลได้เล็งเห็นปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงได้ขออนุมัติจากสภาจำนวน 39.8 ล้านบาทเศษ ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เพื่อทำการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม จนได้ทางเลือกเบื้องต้นออกมาเป็น 4 ทางเลือก และได้ข้อสรุปว่าทางเลือกเหมาะสมที่สุด โดยมีจุดเริ่มต้นที่ทางหลวงหมายเลข 4026 (ตรงสนามโกคาร์ท) ทางฝั่งกะทู้ และจุดสิ้นสุดบริเวณชุมชนบ้านมอญฝั่งป่าตอง”
-มีการออกมาคัดค้านการเลือกทางออกบริเวณชุมชนบ้านมอญ
เปี่ยน : หลังจากได้ข้อสรุปทางเลือกที่ 2 แล้วก็ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย แต่ที่มีการคัดค้านก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะชาวชุมชนบ้านมอญ ซึ่งได้มีการยื่นหนังสือผ่านทางจังหวัดภูเก็ต และยื่นถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องดังกล่าวสามารถทำได้ โดยผู้ที่ไปคัดค้านก็มีทั้งคนในชุมชนซึ่งอาจจะได้ข้อมูลผิดพลาด และนักการเมืองท้องถิ่นที่มักจะค้านทุกเรื่อง ซึ่งก็สามารถทำได้ ไม่ขัดข้องที่มีการออกมาคัดค้าน แต่ยืนยันว่าขั้นตอนต่างๆ ที่เทศบาลดำเนินการนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประกาศ และคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเมื่อมีการยื่นคัดค้านจะได้มีการเข้ามาตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จะได้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดทำโครงการดังกล่าว แต่ประเด็นการคัดค้านว่าให้ยุติการศึกษา คิดว่าไม่น่าจะสมเหตุสมผล เพราะทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และขณะนี้การศึกษาก็ยังไม่แล้วเสร็จ เหลือระยะเวลาอีกประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งข้อสรุปในตอนสุดท้ายที่ออกมานั้นก็จะต้องนำเอาข้อท้วงติงต่างๆ ไปปรับเพื่อให้เกิดความเหมาะสม
ส่วนประเด็นความกังวลเกี่ยวกับค่าเวนคืนนั้น อยากจะชี้แจงว่าปัจจุบันกฎหมายเปิดโอกาสให้สามารถซื้อที่ดินได้ตามความเป็นจริง และในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง เมื่อรถต้องวิ่งออกมาจากอุโมงค์ก็อยากชี้แจงว่า ในความเป็นจริงปัจจุบันที่มีถนนตัดผ่านในชุมชนเสียงดังจากรถที่สัญจรไปมานั้นก็มีอยู่แล้ว และหากมีการตัดถนนใหม่ในทางเทคนิคก็สามารถที่จะแก้ไขได้ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ มีมากมาย
-ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้
เปี่ยน : ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้ก็จะมีการซื้อขายที่ดินกันเป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้นหากมีการดำเนินการพัฒนาเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีๆ ขึ้นมารองรับการเติบโตของเมือง เป็นธรรมดาที่ย่อมจะมีผลกระทบบ้าง แต่ทำอย่างไรให้มีผลกระทบน้อยที่สุด และในกฎหมายก็มีการกำหนดชัดเจนในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่จะต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด และหากโครงการนี้เกิดขึ้นจริงก็จะลดความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิตหรือทรัพย์สิน รวมทั้งเรื่องของภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้น
-ในแง่การลงทุนก่อสร้างจะเป็นอย่างไร
เปี่ยน : ผลจากการศึกษายังไม่แล้วเสร็จ แต่เบื้องต้นเท่าที่ทราบ เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ผู้ลงทุนก็จะต้องเป็นรัฐบาลกลาง อาจจะเป็นรูปแบบของรัฐบาลลงทุนเอง หรือเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน หรือรัฐบาลอาจจะใช้เงินกู้มาลงทุน ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นก็จะต้องมีการศึกษารายละเอียดลึกลงไปอีก



