
"ค่าเงิน"ประเด็นร้อนในเวทีโลกไทยเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบ
ในการประชุมระดับโลกอย่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในปีนี้ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยมี "กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุม พร้อมด้วย "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลัง ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะหยิบยกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการแข็งค่าของเงินสกุลต่างๆ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐมาหารือกันในที่ประชุม
รมว.คลัง กล่าวว่า ตนได้ซักซ้อมกับผู้ว่าการ ธปท. ไว้ก่อนหน้าแล้วว่า การประชุมครั้งนี้เรื่องของ "ค่าเงิน" จะเป็นประเด็นที่ประเทศสมาชิกนำมาหารือกันมากที่สุด ขณะที่เงินบาทเองก็มีความชัดเจนว่าจะยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง จากปัจจัยทางเศรษฐกิจของไทยที่มีความเข้มแข็งและขยายตัวได้ดีกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องจากการค้าขาย แต่ยอมรับว่าเงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าที่ต้องการ ประกอบกับมีหลายประเทศที่ไม่ปล่อยให้ค่าเงินของตนแข็งค่าตามธรรมชาติ เช่น สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น และยุโรป
โดยคาดหวังว่าในการประชุมครั้งนี้จะทำให้ประเทศมหาอำนาจหันหน้ามาหารือกัน และนำไปสู่การผลักดันข้อตกลงในการดูแลค่าเงินไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบเหมือนที่เคยมีข้อตกลงเมื่อราวปี 1985 ที่มีข้อตกลงร่วมกันในการดูแลค่าเงินเยนให้แข็งค่าขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งในประเทศไทยด้วย
"ในการประชุมครั้งนี้ ไทยในฐานะหนึ่งในสมาชิกจึงอยากเห็นอีกครั้งว่าประเทศใหญ่ๆ มีความร่วมมือกันในการดูแลค่าเงินของตัวเองให้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่การปกป้องค่าเงินของใครของมัน เช่น การที่ญี่ปุ่นปกป้องค่าเงินเยนจนทำให้ขณะนี้สหรัฐรู้สึกว่าตัวเองเดือดร้อนและประเทศอื่นๆ ก็มีความได้เปรียบเสียเปรียบกัน จึงเชื่อว่าข้อตกลงร่วมกันนี้จะทำให้ทุกประเทศได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตในที่ประชุมเพียงเห็นตรงกันว่าปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนกำลังเป็นประเด็นสำคัญ แต่กลายเป็นเรื่องของหน้าตาของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ซึ่งหากลดในจุดนี้ลงไปได้ก็จะนำไปสู่ผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม"
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการประชุมครั้งนี้จะยังไม่มีข้อตกลงใดๆ ออกมาแต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่น่าจะนำไปสู่การหารือกันอย่างจริงจังในการประชุมกลุ่มประเทศ จี 20 ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้
คลอดมาตรการลดผลกระทบ
สำหรับไทย เป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่ทำได้เพียงเสนอความเห็นและคงต้องยอมรับกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้น รวมถึงยอมรับกับเม็ดเงินที่ไหลเข้ามา เพราะคงไปปิดกั้นการไหลเข้ามาไม่ได้ แต่เชื่อว่าทุกประเทศเองก็มีมาตรการแทรกแซงค่าเงินอยู่แล้ว โดยที่ดูแลไม่ให้เกิดความบิดเบือนของตลาดหรือไม่ให้มีความผันผวนจนเกินไป
"ยอมรับว่าการแทรกแซงโดยปิดกั้นเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้นทำได้ยาก และประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติ จึงต้องเลือกใช้มาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งการดูแลค่าเงินต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินมาตรการของทุกประเทศด้วย เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเราต้องมองไปในระยะยาวมากกว่ามองเพียงผลกระทบในระยะสั้น" กรณ์ กล่าวพร้อมยืนยันว่า ขณะนี้เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ยังมีความสมเหตุสมผลตามภาวะเศรษฐกิจ และไม่ถึงกับทำให้เอกชนประสบปัญหาขาดทุน เพียงแต่มีกำไรลดลง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการส่งออกโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีในขณะนี้ ทำให้ รมว.คลัง ที่แม้จะต้องเข้าร่วมประชุมเวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟในสหรัฐ แต่ก็ได้มอบหมายให้ "อารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม" ปลัดกระทรวงการคลัง หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งสรุปมาตรการช่วยเหลือและให้ รมว.คลังพิจารณาโดยเร็ว เพื่อจะนำเสนอมาตรการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันวันที่ 12 ตุลาคมนี้ ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศไว้ จึงเรียกได้ว่ามาตรการบรรเทาผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนครั้งนี้ได้ข้อสรุป ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศต้นตอของการทำให้เงินบาทแข็งค่านั่นเอง
โดยหน่วยงานที่ถูกดึงเข้ามาให้การช่วยเหลือแก่เอสเอ็มอีส่งออก มีทั้งกรมศุลกากร กรมสรรพากร และสถาบันการเงินของรัฐ ทั้งเอสเอ็มอีแบงก์ ออมสิน และเอ็กซิมแบงก์ อีกทั้งยังมีแนวทางที่จะดึงแบงก์เอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย ซึ่งมาตรการที่นำมาใช้นี้จะมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ง่ายขึ้นผ่านกลไกของแบงก์รัฐ ลดเงื่อนไขและอุปสรรคต่อการปรับตัวของผู้ประกอบกอบการเอสเอ็มอีในการประกันความเสี่ยง เป็นต้น
ยังมีมาตรการที่จะนำมาใช้เพิ่มเติมเป็นมาตรการทางด้านภาษีด้วย โดย กรณ์ ยอมรับว่า เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ คลังจะใช้มาตรการภาษีจูงใจให้เอกชนเร่งลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตให้เร็วขึ้น จากเดิมที่อาจวางแผนลงทุนภายใน 2-3 ปี ก็จะหันมาลงทุนในปีนี้แทน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้าของกรมศุลกากร และการหักลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากรทั้งค่าเสื่อมและอาจรวมถึงรายจ่ายอื่นๆ
นอกจากนี้ ได้หารือกับผู้ว่าการธปท. เพื่อให้ศึกษาเตรียมพร้อมในการนำมาตรการภาษีที่ช่วยสกัดกั้นเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทยเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีการลงทุนในตราสารหนี้ค่อนข้างสูงผิดปกติหลังจากที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศมีการขยับขึ้น ส่วนมาตรการอื่นๆ ที่จะช่วยสกัดการเข้ามาเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ยังมีเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะต้องนำไปเป็นประเด็นในการพิจารณาด้วย เพราะการขึ้นดอกเบี้ยก่อนหน้านี้สะท้อนให้เห็นว่าทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ของไทย
สำหรับข้อเสนอของภาคเอกชนที่ขอให้รัฐจัดตั้งกองทุนเพื่อปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีวงเงิน 5 พันล้านบาทนั้น กรณ์ กล่าวว่า พร้อมรับฟังข้อเสนอ แต่ในทางปฏิบัติไม่ว่าจะออกมาตรการใดนั้นจะต้องตอบโจทย์ของสังคมได้ด้วยว่า การช่วยเหลือหรือชดเชยให้นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ อย่างไร เพราะอาจไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบด้านอื่นที่ไม่ใช่จากอัตราแลกเปลี่ยน ข้อเสนอดังกล่าวจึงมีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับการตอบรับจากกระทรวงการคลังเท่ากับการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงการทำประกันความเสี่ยง
ชี้ศก.ไทยแกร่ง-ตปท.เชื่อมั่น
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยซึ่งกำลังมีปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนด้วยนั้น จึงเป็นที่สนใจสอบถามจากหลายประเทศในที่ประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งรมว.คลังได้ชี้แจงถึงนโยบายการบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาว่า ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดี โดยในปีนี้น่าจะขยายตัวถึง 7-7.5% ประกอบกับมีปัญหาการว่างงานน้อย หนี้สินภาครัฐอยู่ในระดับที่ต่ำ ยิ่งปัญหาการชุมนุมทางการเมืองยุติก็ยิ่งทำให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นและนำเงินเข้ามาลงทุนมากขึ้น
สอดคล้องกับการพบปะนักลงทุนและสถาบันการเงินของสหรัฐหลายรายที่ต่างชื่นชมการแก้ปัญหาของไทย เช่น การปรับปรุงด้านศุลกากร การแก้ไขปัญหามาบตาพุด ส่วนใหญ่จึงยังให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทย จากที่ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของการลงทุนล้วนเป็นบริษัทจากต่างชาติ และได้เสนอแนะให้ไทยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมบริการมากขึ้น
โดย รมว.คลังกล่าวย้ำอีกว่า การดำเนินนนโยบายคงต้องมองไปอีก 20-30 ปีข้างหน้า เพราะเมื่อนั้นภูมิภาคเอเชียจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของโลก และไทยน่าจะได้เปรียบในหลายภาคธุรกิจ
นอกจากนั้นยังมีธนาคารหลายแห่ง เช่น ซิตี้แบงก์ก็ให้ความสนใจเข้าร่วมสนับสนุนการทำไมโครไฟแนนซ์ในประเทศไทยที่อยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบความเหมาะสมตามแผนการพัฒนาระบบการเงินฉบับใหม่ ซึ่งนโยบายของไทย พร้อมเปิดกว้างให้ธนาคารพาณิชย์ต่างชาติเข้าร่วมส่งเสริมสถาบันการเงินระดับรากหญ้าอยู่แล้วแต่คงต้องหารือในรายละเอียดร่วมกันต่อไป



