ข่าว

ผ่าผลกระทบ"บาทแข็ง"เตือนใช้"ยาหม้อใหญ่"ต้องระวัง

ผ่าผลกระทบ"บาทแข็ง"เตือนใช้"ยาหม้อใหญ่"ต้องระวัง

11 ต.ค. 2553

การไหลบ่าเข้ามาอย่างรุนแรงของเงินทุน จากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง ไปยังตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆ แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้หลายประเทศงัดออกมาตรการสกัดไม่ให้เง

 จนทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาเตือนว่า ประเทศต่างๆ เสี่ยงที่จะบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หากใช้สกุลเงินเพื่อพยายามหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ และในการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟก็ได้หยิบเรื่อง "การลดค่าเงินโดยรัฐบาลเพื่อหนุนการส่งออก" ขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในการหารือ เพราะวิธีการดังกล่าวจะมีผลกระทบในเชิงลบระยะยาวที่สร้างความเสียหายอย่างมาก

 ห่วง"ส่งออก"วูบฉุดเศรษฐกิจ

 การที่เงินบาทแข็งค่านั้น มีทั้งผลดีและผลเสีย หากมองในด้านดีจะช่วยให้การนำเข้าสินค้าได้มากขึ้นและถูกลง ขณะที่ด้านลบเป็นผลกระทบเกิดกับผู้ส่งออก ที่ส่งสินค้าไปยังกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เพราะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น นั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้เสียงสะท้อนในขณะนี้เรียกร้องให้ภาครัฐออกมาดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น เนื่องจากรายได้จากการส่งออกเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงผลกระทบจากปัญหาเงินบาทแข็งค่าว่า ขณะนี้ทูตพาณิชย์ 76 แห่งทั่วโลก ได้รายงานว่า เป็นห่วงสถานการณ์เงินบาท และค่าเงินในเอเชียที่แข็งค่าขึ้นถึง 6% ว่าจะกระทบศักยภาพการส่งออกสินค้าไทย ทำให้ส่งออกสินค้าได้ลดลง โดยเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจตลาดหลัก ทั้งสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) ยังทรงตัวต่อเนื่องในปี 2554

 พร้อมทั้งมีการระบุจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้มีความเสียหายจากค่าเงินไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนล้านบาท โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มเกษตร กลุ่มบริการ โรงแรม จิวเวลรี่ เฟอร์นิเจอร์ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะภาคเกษตรได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะสินค้าในตลาดโลกระบุราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ 

 ผลกระทบรายอุตสาหกรรม

 ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินบาท นอกจากจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของผู้ส่งออก โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ ระบุว่า โดยทั่วไปการแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลกระทบผ่านไปยังรายได้และต้นทุนของผู้ประกอบการ ดังนี้

 ผลกระทบด้านรายได้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลให้รายได้ของผู้ประกอบการเมื่อแปลงเป็นเงินบาทลดลง ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เน้นตลาดส่งออกเป็นหลักหรือมีรายได้ส่วนใหญ่ในรูปเงินตราต่างประเทศจะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าค่อนข้างมาก ตรงข้ามกับผู้ประกอบการที่เน้นจำหน่ายในประเทศจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

 ผลกระทบด้านต้นทุน เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าถูกลง (Import Content) ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบนำเข้ามากก็จะได้รับประโยชน์จากการที่ต้นทุนดังกล่าวลดลง

 เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อพิจารณาสัดส่วนการส่งออกต่อผลผลิตควบคู่ไปกับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าของแต่ละอุตสาหกรรม พบว่า ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าที่มีต่อผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกัน ดังนี้

 อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ได้แก่ ข้าว กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ไก่แปรรูป น้ำตาลทราย แป้งแปรรูป ยางแปรรูปขั้นต้น ถุงมือยาง เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ไม้ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งออกมากทำให้รายได้ของผู้ประกอบการลดลงมากเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมดังกล่าวยังเน้นใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก จึงไม่ได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงตามเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

 อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบปานกลาง ได้แก่ ผลไม้ เครื่องดื่ม ทูน่ากระป๋อง ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผ้าผืน ยางรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกต่อผลผลิตรวมใกล้เคียงกับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้า ทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าวมีการป้องกันความเสี่ยงแบบธรรมชาติ (Natural Hedge) จากความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยนอยู่พอสมควร

 อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบไม่มากนัก ได้แก่ กระดาษ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบนำเข้ามาก ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการที่ต้นทุนถูกลง ขณะเดียวกันก็เน้นจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก ทำให้รายได้ไม่ถูกกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทมากนัก

 ปัจจุบันเริ่มมีเสียงสะท้อนจากผู้ส่งออกในหลายอุตสาหกรรมซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากการแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ หากเงินบาทยังแข็งค่าอย่างรวดเร็วเกินไปจนผู้ส่งออกไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดต้นทุนหรือการปรับขึ้นราคาขาย ผลกระทบก็อาจขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งมีอัตราผลกำไร (Margin) ไม่มากนัก

 เป็นที่น่าสังเกตว่า หากเงินบาทยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในระยะสั้นการปรับตัวด้านต่างๆ ของผู้ประกอบการยังมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะในเรื่องการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มราคาขายหรือปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน แน่นอนว่าภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบมาก และนับเป็นการสูญเสียโอกาสขณะที่ตลาดส่งออกขยายตัวดี

 เงินบาทแข็งค่าจึงเป็นเสมือนลูกตุ้มถ่วงการขยายตัวของภาคส่งออก และหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ แรงขับเคลื่อนจากภาคส่งออกซึ่งเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอาจต้องสะดุดลง ท่ามกลางอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ซึ่งปัญหาอาจจะวกกลับมาถึงเรื่องปากท้องของชาวบ้านที่ไม่ได้สนใจว่า "บาทจะแข็งหรืออ่อนค่า"

 ชาวบ้านได้-เสียอะไรจากบาทแข็ง

 อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของชาวบ้านทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการส่งออก-นำเข้า เป็นแค่คนหาเช้ากินค่ำนั้น ก็ถือว่าส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์ที่เกิดจากเงินบาทแข็งค่า เช่น ในเรื่องราคาน้ำมันที่อาจต้องจ่ายในราคาแพงกว่าปัจจุบันหากเงินบาทไม่แข็งค่า และราคาปุ๋ย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สั่งให้ปรับลดราคาไปแล้ว

 "การที่เงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 29-30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อราคาน้ำมันในประเทศ เพราะช่วยชะลอการปรับราคาน้ำมันได้ระยะหนึ่ง เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้น โดยการที่เงินบาทแข็งค่า 1 บาท จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาน้ำมัน 80 สตางค์ต่อลิตร" นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุ

 ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นผลดีทำให้ต้นทุนนำเข้าน้ำมันลดลง หากเปรียบเทียบตั้งแต่ต้นปี 2553 ถึงปัจจุบันต้นทุนน้ำมันลดลง 1.80 บาทต่อลิตร ส่งผลดีต่อราคาน้ำมันทำให้ไม่ต้องปรับขึ้นมากเกินไป

 ดังนั้น เมื่อผลกระทบมีทั้งในด้านบวกและด้านลบ ในการออกมาตรการใด ภาครัฐย่อมต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง แม้ว่าภาคส่งออกจะเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย เช่น คำเตือนของ "เฟรดเดอริโก้ กิล แซนเดอร์" นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกในไทย ได้กล่าวว่า ไทยไม่ควรกังวลเรื่องการไหลเข้าออกของเงินทุนมากเกินไป แต่ควรวิตกอันดับแรกในเรื่องความสามารถของประเทศ การพัฒนาผลิตภาพ การปรับปรุงกฎระเบียบด้วยความฉลาดรอบคอบมองผลระยะยาว