
ชวนติวทีมกม.ปชป.สืบพยาน5ปากวันนี้
"ชวน"นำทีมกม.ปชป.ติวเข้มก่อนขึ้นสืบพยาน 5 ปากวันนี้ (11ต.ค.)ยันสู้คดียุบพรรคกรณี 29 ล.อย่างตรงไปตรงมา เผย 18 ต.ค."มาร์ค"เบิกความต่อศาล วงเสวนาชี้ 37 ปีการต่อสู้ภาคประชาชนล้มเหลวสิ้นเชิง รัฐบาลจากภาคปชช.ไม่เกิด
ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา14.00 น. 10 ต.ค.นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานการประชุม คณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานในส่วนของพรรค ต่อกรณีการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจจะผิดวัตถุประสงค์
นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรค แถลงภายหลังการประชุมว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 11 ต.ค.) จะมีการสืบพยานคดียุบพรรคครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง โดยมีพยานทั้งหมด 5 ปาก และพรรคได้ยื่นคำให้การหรือบันทึกถ้อยคำไปยังศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงฝ่ายผู้ร้องได้ยื่นคำคัดค้านเข้ามาถูกต้องแล้ว
นายวิรัช กล่าวต่อว่า ขณะนี้พยานหลักฐานทั้งหมดอยู่ที่ศาลแล้ว ดังนั้น ขึ้นอยู่กับศาลที่จะพิจารณา อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 18 ต.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค จะไปเบิกความต่อศาลซึ่งเป็นนัดสุดท้ายด้วย ยืนยันว่าพรรคต่อสู้ด้วยหลักฐานข้อมูล ความจริง และข้อกฎหมาย
นายวิรัช กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาก่อนการนัดเบิกความของพยานในศาลทุกครั้ง นายพร้อมพงศ์จะวิพากษ์วิจารณ์ศาลและกดดันก้าวล่วงอำนาจศาลด้วยการชี้นำ ตัดสินไปก่อนทุกครั้ง แม้พรรคประชาธิปัตย์พยายามทำความเข้าใจชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงก็ตาม ดังนั้นขอให้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว เพราะเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม และนายพร้อมพงศ์ไปฟังการเบิกความทุกครั้ง ย่อมจะทราบดีว่า นายบัญญัติสมัยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ได้เบิกความตามความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเคยให้การต่อกกต.ไปแล้ว และยืนยันว่าสอดคล้องกันอย่างไม่มีพิรุธ สามารถต่อเนื่องได้หมด การกล่าวหาว่านายบัญญัติมีพิรุธหรือจนมุมนั้นจึง ไม่เป็นความจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายชวนได้ฝากอะไรกับคณะทำงานเป็นพิเศษหรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า นายชวนก็กล่าวเช่นเดิมคือ เราต้องทำอย่างตรงไปตรงมาและด้วยความเป็นจริง ส่วนมีอะไรน่าเป็นห่วงหรือไม่นั้นก็ต้องบอกว่าน่าห่วง เพราะพรรคเป็นผู้ถูกร้อง แต่เมื่อผลออกมาอย่างไรก็ยอมรับ พรรคไม่มีการกดดันศาล
วงเสวนาชี้37ปีการต่อสู้ภาคประชาชนล้มเหลว
ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว มีการจัดเสวนาวิชาการ 37 ปี ราชดำเนิน 14 ตุลา ถึง 6 เดือน พฤษภา ราชประสงค์ กับบทเรียนของการเมืองภาคประชาชน โดยมีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม นายสุรพล ธรรมร่มดี สถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวว่า ในช่วง 37 ปี ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสำคัญๆ 3 ครั้งใหญ่ ได้แก่ เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 และเหตุการณ์การเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 ซึ่งทั้ง 3 เหตุการณ์เป็นการปฏิวัติทางการเมืองของภาคประชาชน แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ ปัญญาชนที่เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงทั้ง 3 ครั้งมีความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิด ความล้มเหลวคือ การเปลี่ยนแปลงที่มีเวลากระชั้นภายในเวลาอันรวดเร็ว การเรียกร้องเป็นการเรียกร้องให้ล้มรัฐบาลเท่านั้น แต่ไม่มีการเสนอรัฐบาลของภาคประชาชนเลยแม้แต่น้อย ทำให้รัฐบาลของภาคประชาชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 เป็นการออกมาเรียกร้องโค่นรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ
นายสุรพล กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์การเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพราะคนเห็นแล้วว่ายุคของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มีการกดขี่ ขูดรีด และปราบปรามประชาชนอย่างไร แต่การเมืองภาคประชาชนกลับเข้าไปร่วมโดยไม่มีข้อเสนอต่อรอง สุดท้ายการนำตกอยู่ภายใต้กลุ่มคนที่ต้องพึ่งพาพระราชอำนาจ คือพึ่งระบบราชการทหารมาเปลี่ยนแปลง หรือมากระทำแทนเรานั่นเอง
ส่วนช่วงบ่าย 14.00 น.มีการเสวนาวิชาการ 37 ปี ราชดำเนิน 14 ตุลา ถึง 6 เดือน พฤษภา ราชประสงค์ เราจะฝ่าข้ามวิกฤตการณ์การเมืองนี้ได้อย่างไร มีนายประสาร มฤคพิทักษ์ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิ 14 ตุลา นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักกฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และนายสุธาชัย ยิ้มประเสิรฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนายชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ กลุ่มเพื่อนประชาชน ดำเนินรายการ
โดยนายสุธาชัย กล่าวว่า วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นหลายฝ่ายมองว่ามีต้นตอมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จึงมีการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นแล้วว่าแม้จะยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไปแล้วปัญหาก็ไม่ได้หมดลงไป ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มาจากตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ตนมองว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำ เพราะต่างฝ่ายมีความต้องการทางการเมืองที่แตกต่างกัน ชนชั้นำไม่ต้องการคนที่ประชาชนต้องการให้มาเป็นผู้นำ สะท้อนให้เห็นว่าชนชั้นปกครองไทยไม่เคารพกติกา จึงก่อรัฐประหาร ทำทุกวิถีทางทั้งยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมือง เพื่ออุ้มพรรคของตน อุ้มคนที่ชั้นปกครองชอบให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เมื่อมีคนออกมาปกป้องก็ใช้จิตใจอำมหิตเข่นฆ่าประชาชน ดังนั้นปัญหาที่จะแก้ไขได้มีเพียงอย่างเดียวคือทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย โดยการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินบุคคลที่มีความเหมาะสมในการบริหารประเทศ ขณะเดียวกันเพื่อให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานโดยเร็ว
นายปริญญา กล่าวว่า หัวใจสำคัญในเรื่องนี้คือการฝึกคนไทยให้รู้จักระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเคารพกติกา ความเสมอภาคเท่าเทียม และไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งการจะแก้ปัญหาให้ได้ควรมองหาความเหมือน มากกว่าการมองต่าง เพราะหากมองกลุ่มเสื้อเหลืองก็ไม่เอานักการเมืองคอร์รัปชั่น เสื้อแดงก็ไม่เอาปฏิวัติ จะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีปัญหาเหมือนกัน ดังนั้นจึงควรนำปัญหาทั้ง 2 จุดมาทำให้ทั้ง 2 สี สามารถอยู่ร่วมกันและช่วยกันผลักดันให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาต้องแก้จากทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทหาร นักการเมือง และประชาชน โดยยึดการเคารพกติกา เคารพซึ่งกันและกัน ไม่มองว่าคนเห็นต่างเป็นฝ่ายผิดและไม่บังคับให้คนเห็นต่างต้องเห็นตรงกับตัวเองทุกคน ทุกสี ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้
ด้านนายศักดินา กล่าวว่า วิกฤตที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้เกิดจากไม่สามารถนำระบอบประชาธิปไตยวางรากฐานลงในสังคมไทยได้ จึงก่อให้เกิดวิกฤตอื่นๆตามมา ดังนั้นจึงต้องมองย้อนกลับไปที่ต้นตอ ซึ่งก็คือการที่ประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง รวมทั้งการที่คนไทยไม่มีหัวใจเป็นนักประชาธิปไตย เพราะหลงวงเวียนอยู่ในระบบศักดินาและระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นการหาทางออกจากวิกฤตให้ได้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1. การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง 2. การทำให้ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ-นิติธรรมได้ 3. การมีขบวนการภาคประชาชนที่เข้มแข็งและรับผิดชอบต่อสังคม 4. การทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นอุปถัมภ์ค้ำชู เพื่อทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองเป็นนักประชาธิปไตย และ5. อุดมการณ์ที่เป็นประชาธิปไตย



