ข่าว

มาร์คชี้ข่าวเปลี่ยนขั้วรบ.แค่คาดการณ์

มาร์คชี้ข่าวเปลี่ยนขั้วรบ.แค่คาดการณ์

10 ต.ค. 2553

"นายกฯ"ชี้ข่าวเปลี่ยนขั้วรัฐบาลเป็นแค่การคาดการณ์การเมือง ลั่นอำนาจตัดสินใจยังอยู่ที่ตัวเอง-พรรคร่วม ยกปรองดองไม่ใช่ต่อรองผลประโยชน์ ซัดพวกทำผิดกฎหมายเพื่อปรองดองให้พ้นผิด "องอาจ"แฉมีกลุ่มจ้องล้มรบ.มีทั้งคนใน - นอกปท. พร้อมปัดข่าว"กรณ์"เสียบเก้าอี้ผจก.รบ

 (10 ต.ค.) ที่สถานีโทรทัศน์ NBT เมื่อเวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ข่าวมีอยู่ตลอด ขณะนี้นี้ตนต้องการกำหนดนโยบายที่มีความสำคัญสอดคล้องกับสภาพปัญหา หลังจากที่รัฐบาลทำงานมาเกือบ 2 ปี เพราะบางเรื่องเราคลายความกังวลลงไปได้บ้าง เช่น ด้านเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกันปัญหาสินค้าราคาแพง เรายังต้องมาดูกันอยู่ รวมถึงปัญหาเรื่องยาเสพติดประชาชนยังร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลยังต้องนำมาปรับแนวทางเพื่อมาพูดคุยแก้ปัญหา

 “งานบางเรื่องเห็นชัดว่า ต้องมีความร่วมมือข้ามกระทรวง ข้ามหน่วยงาน และหลายพรรคการเมืองดูแล เหล่านี้เราต้องมาช่วยกัน ส่วนประเด็นที่ติดค้างกันอยู่ ที่ต้องมีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงก็ไม่มีปัญหาอะไรกัน เพราะตกลงกันแล้วแนวทางควรจะเป็นอย่างไร ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 เมื่อถามว่า ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าทำไมจึงมีข่าวออกมาในช่วงใกล้การตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ที่ทุกคนจะต้องคาดการณ์ หรือเผื่อเอาไว้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็คงเตรียมการเอาไว้กัน ตนเป็นคนที่อยู่ตรงนี้ก็มีหน้าที่เดินหน้าทำงานไม่ได้กังวล ใครจะเคลื่อนไหวอย่างไร

 เมื่อถามว่า มีความหวั่นไหวต่อข่าวคราวที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ เพราะตนทำหน้าที่ เมื่อถามว่าแล้วพรรคร่วมรัฐบาลจะหวั่นไหวหรือไม่ นาย อภิสิทธิ์ กล่าวว่า เท่าที่ฟังดูก็ไม่นี่ครับ

 เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการสั่งการของคนที่อยู่ต่างแดนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล นาย อภิสิทธิ์ หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า ตนไม่ทราบ ใครจะมาสั่งการอะไรก็ตาม แต่ระบบนั้นมีอยู่ การตัดสินใจก็อยู่ที่ตน และพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง

 เมื่อถามว่า โพลล์ที่ออกมาเห็นว่า ประชาชนยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อแผนปรองดองของรัฐบาล นายกฯ กล่าวว่า ต้องใช้เวลา เพราะเป็นเรื่องยาก ตนก็เห็นว่าหลายคนยังสับสนอยู่ เพราะคำพูดว่าสมานฉันท์ปรองดองใครก็พูดได้ แต่ความเข้าใจในแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมองในมุมที่ว่าง่ายๆ นึกว่าเป็นเรื่องคน 2 - 3 คนทะเลาะกันก็มาดีกัน แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น ความสมานฉันท์ปรองดองที่เราต้องการเห็นคือเดินหน้าให้สังคมยอมรับกติการ่วมกันและอยู่กันได้อย่างสงบแบบยั่งยืน ไม่ใช่ลักษณะของการมาต่อรองผลประโยชน์ ตรงนี้จึงทำให้ตนคิดว่ายังมีความสับสน ดังนั้นบางครั้งที่มีคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ไปต่อรองกับใคร ตนก็ต้องบอกว่าตนไม่ได้มองว่าการต่อรองนั้นนำไปสู่การปรองดอง และตนไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองไปสู่ในจุดที่คนไม่เคารพกฎหมาย คิดว่าใช้กำลังที่มีอยู่ทำผิดกฎหมายแล้วมาต่อรองทีหลังว่าลืมๆกันไป แน่นอนว่า หากยอมรับกฎหมาย มีการยอมรับผิดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะมาดูว่า มีแนวทางใดที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรง

 เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังมีความพยายามจากฝ่ายที่ทำผิดกฎหมายต่อรองกับรัฐบาลหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ยังมีตลอด เพราะบางฝ่ายยังมีความคิดว่าปรองดองคือโอกาสที่ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่แนวทาง เมื่อถามว่าพอจะเปิดเผยได้หรือไม่ว่าใครที่พยายามต่อรอง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ระบุ แต่ตนบอกเพียงว่ารัฐบาลยังยืนยันหลักการปรองดองว่าต้องอยู่บนพื้นฐานการรักษากฎหมาย แต่ถ้าเป็นปัญหาทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็มาคุยกันได้

 เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นาย วีระ มุสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)เคยสะท้อนความเห็นผ่านออกมาทางสาธารณะว่าปรองดองจะเกิดได้โดยต้องให้ประกันตัวแกนนำทั้งหมด นายกฯ กล่าวว่า คิดว่า อำนาจอยู่ที่ศาล เชื่อว่าหากศาลเห็นว่า บุคคลที่ยังไม่ได้รับการประกันตัวแล้วได้รับการประกันตัวออกมาจะไม่หลบหนี ไม่สร้างความวุ่นวายตนก็เชื่อว่าศาลจะให้ประกัน ดังนั้นหากอยากให้มีการประกันตัวดีที่สุดคือต้องแสดงให้เห็นว่า ทุกคนพร้อมมาช่วยกันแก้ไขปัญหา ที่เป็นความไม่สงบของบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความรุนแรง แต่ถ้ายังบอกว่าจะเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความวุ่นวายและหวังให้มีการประกันตัวนั้นมันตรงกันข้าม ศาลยิ่งจะมองว่าถ้าประกันตัวออกมาก็จะยิ่งวุ่นวายเข้าไปอีกก็จะไม่ให้ประกัน

 เมื่อถามว่า ในขณะที่ยังมีการเคลื่อนไหวและเหตุระเบิดเกิดขึ้นอยู่อย่างนี้ คิดว่าเป็นอุปสรรคต่อการปรองดองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นแน่นอน เพราะคนที่ไม่เห็นด้วยกับการปรองดองก็ยังต้องก่อกวน และใช้ความรุนแรง ดังนั้นตนจึงบอกว่าถ้าอยากเดินหน้าปรองดองจริง ทุกภาคส่วน ไม่ว่านักการเมือง นักเคลื่อนไหว สื่อมวลชน ภาคประชาชน ต้องไม่มองเป็นการเลือกข้างว่า รัฐบาล ฝ่ายค้าน พธม. นปช. หรือ ศอฉ แต่ต้องมองว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างคนที่ไม่เอาความรุนแรง กับคนที่ต้องการใช้ความรุนแรง และคนที่ต้องการใช้วิธีการผิดกฎหมายในการทำงานการเมืองในการได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะได้ ถ้าเราแบ่งข้างกันอย่างนี้ฝ่ายที่ต้องการและรักความสงบตนมั่นใจว่าจะเป็นเสียงส่วนใหญ่และทำให้บ้านเมืองเดินไปได้

"องอาจ"แฉมีกลุ่มจ้องล้มรบ.มีทั้งคนใน - นอกปท. 
 
 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต . ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวมีขบวนการจ้องล้มรัฐบาลจากคนที่อยู่นอกประเทศจับมือกับนักการเมือง 3 พีและสื่อ ว่า ขณะนี้มีความพยายามสร้างกระแสกดดันรัฐบาล 3 ด้านคือ 1.สร้างกระแสกดดันรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ในคดียุบพรรคว่า จะไม่ถูกยุบ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อหวังผลทางการเมือง 2.สร้างกระแสกดดันให้เกิดการเปลี่ยนในพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล 3. สร้างกระแสกดดันเปลี่ยนแปลงผู้จัดการรัฐบาลจากนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ซึ่งทั้ง 3 กรณีผู้ที่เคลื่อนไหวเชื่อว่า จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้และสามารถจัดโครงสร้างรัฐบาลใหม่ให้เป็นไปตามความประสงค์ แต่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

 “เชื่อว่าการกดดันทั้ง 3 ด้าน จะไม่ส่งผลกระทบกับรัฐบาล และไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล หรือเพื่อบางกลุ่ม มากกว่าประโยชน์ของประเทศ และรัฐบาลยังมั่นใจในการทำงานมากขึ้นเพื่อให้ประเทศเดินหน้าผ่านปัญหาต่างๆไปได้ ” นายองอาจ กล่าว

 เมื่อถามว่า มองการกดดันว่าใครได้ประโยชน์ นายองอาจ กล่าวว่า คนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ประโยชน์ ซึ่งมีหลายส่วน แต่ประเด็นคงไม่ใช่ว่า จะเป็นคนนอกประเทศหรือคนในประเทศ เพราะมีการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกัน หลายส่วนโดยมีจุดมุ่งหมายเดียว แต่ไม่ได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ หวาดระแวงในพรรคร่วมรัฐบาล โดยตนคุยกับนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งไม่ได้สร้างความหวั่นไหวใดๆในรัฐบาล ยังสามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้

 นายองอาจ กล่าวอีรกว่า ส่วนที่มีข่าวว่ามีสื่อบางส่วนมีส่วนร่วมนั้น เชื่อว่าคงไม่ได้มีบทบาทวางแผนประสานงาน เพียงแต่สื่ออาจจะใกล้ชิดนักการเมือง อาจมีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันบ้าง ส่วนที่ระบุว่าคอลัมนิสต์ 18 อรหันต์มีส่วนร่วมไม่น่าเป็นไปได้ เพราะกลุ่มดังกล่าวเก่าแก่และเลิกไปนานแล้ว

 เมื่อถามว่า ที่ผ่านมานายกรณ์มีบทบาทมากขึ้นทั้งกระแสข่าวว่าจะเป็นนายกฯสำรองหากมีการยุบพรรคคราว รวมทั้งข่าวว่าเป็นผู้จัดการรัฐบาลคนใหม่โดยไปทาบทามกลุ่ม 3 พี นายองอาจ กล่าวว่า นายกรณ์ ทำงานเป็น รมว . คลังได้ดีที่สุด ดีมากกว่าด้านอื่น และตนได้คุยกับนายกรณ์แล้ว ก็ไม่เห็นว่า มีเจตนาเคลื่อนไหวใดๆ ซึ่งนายกรณ์ ยืนยันกับตนชัดเจนว่า ไม่ได้ไปคุยกับกลุ่ม 3 พี ข่าวที่ออกมาจึงเป็นแค่กระแสข่าว และนายสุเทพ ก็ยังเป็นผู้จัดการรัฐบาลอยู่ คนอื่นไม่มีภาระหน้าที่ที่จะไปทำตรงนี้แทน แม้ขณะนี้นายสุเทพ จะไม่อยู่ในตำแหน่งในรัฐบาลก็ตาม และขณะนี้ไม่มีปัญหาอะไรที่ต้องไปจัดการอะไรกับพรรคร่วมรัฐบาล ทุกพรรคยังอยู่ร่วมกันอย่างปกติ นายสุเทพ ก็ลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่ จ . สุราษฎร์ธานีอย่างสะดวก ไม่ได้กังวลใจอะไร ตนได้คุยกับนายสุเทพแล้วก็ไม่ได้มีความรู้สึกไม่สบายใจใดๆ ยืนยันว่า ไม่ได้มีการเปลี่ยนผู้จัดการรัฐบาลตามที่เป็นข่าว เพียงแต่ขณะนี้ภาระการประสานพรรคร่วมรัฐบาลก็อยู่ที่นายกฯในช่วงที่นาย สุเทพ ลงพื้นที่หาเสียง

โฆษกพผ.ปัดพินิจต่อสายทักษิณล้มรัฐบาล

 นพ.อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม กลุ่มวังพญานาค ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่า นายพินิจ จารุสมบัติ และพรรคเพื่อแผ่นดิน ร่วมมือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีนายกรัฐมนตรี เพื่อหวังการล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำของพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยเฉพาะนายพินิจกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นับตั้งแต่มาก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่เคยมาการติดต่อประสานงานกัน หรือพูดคุยทางการเมืองกันแต่อย่างใด เพราะมีความเห็นและแนวทางการทำงานทางการเมืองไม่ตรงกัน ในความเป็นจริงกลุ่มวังพญานาคถือเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ออกมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อเทียบกับพรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ ซึ่งตอนที่เราโหวตสวนไม่ไว้วางใจการทำงานรัฐมนตรีที่มาจากพรรคภูมิใจไทย แต่สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ก็มีข่าวปล่อยออกมาว่าแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินไปรับงานจาก พ.ต.ท.ทักษิณ หลังจากนั้น 2-3 เดือนต่อมาก็มีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีมาโดยตลอด ทั้งจากสื่อมวลชน คอลัมนิสต์ หรือจากปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าเรื่องการแต่งตั้ง 41 นายอำเภอ หรือการแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยที่มีปัญหา

 ทั้งนี้ทั้งนั้น ข่าวที่ปล่อยว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะไปล้มรัฐบาลจึงไม่มีมูลความจริง เพราะพรรคเพื่อแผ่นดินโหวตให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่คู่แข่งคือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่มาจากพรรคเพื่อแผ่นดินเช่นกัน จนพรรคแตกมาเป็นหลายกลุ่มหลังการโหวตครั้งนั้น ปัญหาที่แท้จริงของแนวคิดนี้จึงอยู่ที่การทำงานของพรรคร่วมรัฐฐาลบางพรรคที่มีผลงานบางอย่างไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม

 “พรรคเพื่อแผ่นดินไม่คาดหวังว่านายกฯอภิสิทธิ์จะปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ฝากไปถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ คือ หากรัฐบาลขณะนี้ยังราบรื่นและสามารถบริหารงานแล้วเป็นประโชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งจึงไม่เห็นด้วยว่าต้องปรับคณะรัฐมนตรี เพราะพรรคเพื่อแผ่นดินไม่ได้ทำงานแบบช่างทาสีเหมือนบางพรรค เราป็นมดงานตังเล็กๆ ที่จะทำงานให้กับประเทศชาติ แม้เราจะไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ตาม ยังสามารถช่วยประเทศในด้านอื่นๆ ได้ แต่หากนายกฯ อภิสิทธิ์เห็นว่า มีความจำเป็นที่ต้องรีบผ่าตัดใหญ่หรือเล็ก เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อแผ่นดินทุกคนทุกมุ้งทุกกลุ่ม ยินดีสนับสนุนและกลับเข้ามาร่วมรัฐบาลอีกครั้ง” นพ.อลงกตกล่าว