
ไม่มีใครแก่เกินแบกเป้ท่องโลก
จาง กวางจู กับ หวาง จงจิน ไม่ยอมใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่บ้านช่วยเลี้ยงหลานเหมือนปู่ย่าตายายคนอื่นๆ แต่กลับเลือกชวนกันไปแบกเป้ท่องโลกนำประสบการณ์เดินทางไปเล่าให้หลานวัย 7 ขวบในกรุงปักกิ่งฟังจะสนุกกว่า
การบังเอิญได้พบนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียวัย 60 ผู้เดินทางท่องเทือกเขาหิมะเหม่ยลี่ มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนโดยลำพังเมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจของจางว่า ในเมื่อฝรั่งต่างบ้านต่างเมืองมาเดินย่ำอยู่ในจีนคนเดียวได้ ทำไมเขากับภรรยาจะเดินทางไปในดินแดนของอีกฝ่ายไม่ได้ และเมื่อเกษียณจาก "ไชน่า ฮัวเหนิง กรุ๊ป" บริษัทการไฟฟ้าของรัฐในอีกหนึ่งปีให้หลัง จางก็ยิ่งมั่นใจว่า การอยู่บ้านไปวันๆ ในเวลาที่เหลืออยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตต้องการอย่างแน่นอน
เดือนมีนาคม 2551 จางวัย 62 กับภรรยาคู่ยากวัย 59 มุ่งหน้าสู่สนามบินพร้อมเป้ใบใหญ่หนัก 30 กิโลกรัม ขึ้นเครื่องบินกาตาร์ แอร์เวย์ส บินลัดฟ้าไปยังกรุงเอเธนส์ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการรอนแรมเดินทางนาน 88 วัน ผ่าน 16 ประเทศ รวมทั้งกรีซ อิตาลี นอร์เวย์ และเยอรมนี โดยก่อนเริ่มผจญภัยสู่โลกกว้าง สองตายายยังมุเรียนภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ประวัติศาสตร์โดยย่อและวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ที่อยู่ในแผนเดินทางนานถึง 6 เดือนเต็ม
ในเป้หนักอึ้งที่จางบอกว่าแบกเมื่อไหร่ก็รู้สึกหนุ่มขึ้นเมื่อนั้น มีคู่มือนำเที่ยวยอดฮิตอย่าง โลนลี พลาเน็ต, คู่มือภาษาอังกฤษสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน, ดิกชั่นนารีดิจิทัล, แล็ปท็อปหน้าจอสิบนิ้ว, เครื่องจีพีเอส, กล้องวิดีโอ ถ่านชาร์จ กระทะไฟฟ้าแม่เหล็ก และเตาไฟฟ้า จางบอกว่าด้วยข้าวของเหล่านี้ทำให้การเดินทางลุล่วงไปด้วยดี ส่วนภรรยากล่าวเสริมว่า รู้สึกประทับใจกับการได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป และแทบอดใจรอไม่ไหว อยากจะออกเดินทางเปิดโลกกว้างอีกครั้งเร็วๆ
เมื่อเสร็จสิ้นการเดินทางอันยาวไกล รองเท้าที่ผ่านการทำหน้าที่อย่างหนักของทั้งคู่อยู่ในสภาพเก่าซอมซ่อ ส่วนเงินเก็บราวแสนหยวน (ประมาณ 5 แสนบาท) ก็ใช้ไปจนเกลี้ยง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความปรารถนาจะไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ ลดลง เพราะทั้งสองมีแผนจะนำเงินบำนาญที่ยังเหลืออยู่ ไปเยือนอีก 25 ประเทศทั้งในในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดยหากเงินฝากในบัญชีหมดลงไปในวันใดวันหนึ่ง ทั้งสองก็คิดถึงขั้นว่าจะขายอพาร์ตเมนต์ขนาดสองห้องนอน ในเขตเฟิงไถ้ของกรุงปักกิ่ง ซึ่งน่าจะได้ไม่ต่ำกว่าล้านหยวน (5 ล้านบาท)
"ตอนที่ยังหนุ่มยังสาว เราทำงานกันหนักมาก รายได้แทบชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่มีเงินเหลือสำหรับการท่องเที่ยวเลย ขณะนี้ จึงสมควรแก่เวลาแล้วที่เราทั้งสองจะออกเดินรอบโลกแบบแบ็กแพ็กเกอร์" จางบอก
สองตายายคู่นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชาวจีนราว 47.7 ล้านคนที่เดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนเมื่อปีที่แล้ว นับเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นถึง 8 เท่านับจากปี 2540 ซึ่งเป็นปีแรกที่คณะรัฐมนตรีจีนอนุญาตให้พลเมืองเดินทางออกนอกประเทศได้อย่างเป็นทางการและอิสระกว่าเดิม คือไม่ต้องขอวีซ่าธุรกิจผ่านบริษัทนำเที่ยวและต้องเดินทางแบบหมู่คณะ ปัจจุบันนี้ หลายประเทศต่างอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวจากจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่า
ตัวเลขล่าสุดจากเว็บสืบค้นข้อมูลการเดินทางใหญ่สุดของจีนอย่าง www.qunar.com พบว่า กรุ๊ปทัวร์ยังคงเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ของรูปแบบการท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีนักท่องเที่ยวจีนเลือกจะเดินทางด้วยตัวเองถึง 30%
ศาสตราจารย์หลี่ ซินเจียง คณบดีคณะบริหารจัดการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยวิเทศสัมพันธ์ศึกษาปักกิ่งชี้ว่า นี่เป็นภาพสะท้อนสังคมจีนที่เปลี่ยนแปลงไปมากด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจและขั้นตอนการเดินทางที่ไม่ยุ่งยากอีกต่อไป ประกอบการที่ผู้คนเริ่มแสวงหาสิ่งแปลกใหม่จากการท่องเที่ยวเดินทาง แทนที่จะไปชมวิวทิวทัศน์แบบลวกๆ และผ่านๆ ในการเดินทางแบบหมู่คณะ
นายเหย เจี้ยน วัย 40 ปี ซึ่งมีความฝันเรื่องการเดินทางท่องโลกมาตั้งแต่เป็นนักเรียนขาสั้น ด้วยได้อิทธิพลจากนักเขียนนวนิยายไต้หวันชื่อดังคนหนึ่ง กล่าวว่า การเดินทางไปต่างประเทศทุกวันนี้ ช่างง่ายดายกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนมาก สมัยที่เขายื่นขอวีซ่าธุรกิจเพื่อเดินทางไปสหภาพยุโรปครั้งแรกเมื่อปี 2544 นั้น ต้องวุ่นวายกับการเตรียมเอกสารมากมาย ตั้งแต่จดหมายรับรองจากเจ้านาย ไปถึงสำเนาทะเบียนบ้าน
เหย เจี้ยนเป็นนักเดินทางแบบประหยัด ท่องเที่ยวมาแล้ว 65 ประเทศ แต่ละประเทศที่ไป ใช้งบไม่ถึง 5,000 หยวน (22,050 บาท) เขาประหยัดค่าเดินทางกับค่าที่พักได้มาก จากการได้ตั๋วเครื่องบินแบบไม่เสียสตางค์สักหยวนผ่านแผนส่งเสริมการขายต่างๆ ส่วนที่พัก อาศัยนอนตาม ยูธ โฮสเทล หรือบ้านของเพื่อนๆ ที่เคยรู้จักระหว่างเดินทาง และแน่นอน เหย เจี้ยน ไม่เคยใช้ซื้อของฟุ่มเฟือย จะซื้อก็แต่ของที่ระลึกงานฝีมือท้องถิ่นกระจุกกระจิก
นักเดินทางหนุ่มใหญ่รายนี้ ได้เขียนแนะนำเรื่องการท่องเที่ยวแบบประหยัดและถ่ายทอดประสบการณ์การเดินทางไว้บนบล็อกส่วนตัวในชื่อ "เดินย่ำผ่าน 40 ประเทศ" และได้รับความนิยมจนติดอันดับท็อปเท็นของ blog.sina.com.cn ซึ่งเป็นเว็บบล็อกยอดนิยมสุดในจีน โดยเฉพาะบันทึกการเดินทางไปเกาหลีเหนือของเขานั้น ดึงดูดผู้อ่านได้กว่า 2 แสนคนนับจากโพสต์เผยแพร่เมื่อปี 2551 สิ่งที่เจ้าตัวคาดหวังคือประสบการณ์และเคล็ดลับเดินทางของตน จะเป็นแรงกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวจีนรู้สึกอยากออกไปเห็นโลกกว้างกันมากขึ้น
นอกจากบล็อกของเหย เจี้ยนแล้ว ยังมีเว็บไซต์นำเที่ยวอันดับหนึ่งอย่าง อีโคโนมิก แทรเวล เน็ต (Go2eu.com) ที่เป็นแหล่งข้อมูลชั้นยอดสำหรับนักเดินทาง โดยมีทั้งคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ตารางการเดินทาง และมีเพื่อนนักเดินทางมากมายเข้าไปร่วมแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างกัน ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจีนที่กำลังศึกษาในต่างแดน คนทำงานออฟฟิศในจีนและต่างประเทศ เว็บไซต์นี้บอกว่า การแบกเป้ท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่ประหยัดตังค์เท่านั้น แต่ยังเป็นการได้สัมผัสกับเสรีภาพ และความเรียบง่ายแห่งการเดินทางอย่างแท้จริง
สำหรับนักเดินทางรุ่นใหญ่อย่าง จาง กวางจู และ หวาง จงจิน ...อีกไม่นานก็จะออกเดินทางไกลอีกครั้ง โดยคราวนี้อยากไปเยือนอเมริกาใต้เพื่อไปสัมผัสดินแดนแห่งอารยธรรมชนเผ่ามายา ทั้งสองยังได้ทำพินัยกรรมจัดการทรัพย์สินไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะไม่ต้องการให้ครอบครัวต้องวุ่นวาย หากเป็นอะไรไประหว่างการเดินทาง



