
ทองแพงไปไหน
สัปดาห์ที่แล้วดิฉันได้รับเมลจาก ศ.ดร.เจริญ วรรธนะสิน ที่กรุณาส่งมาชื่นชมงานเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง วอลล์ สตรีท : มันนี่ เนฟเวอร์ สลิปส์ ซึ่งดิฉันต้องขอบพระคุณอาจารย์ผ่าน คม ชัด ลึก ในวันนี้อีกครั้ง ที่นอกจากจะสละเวลาอ่านข้อเขียนเล็กๆ ของดิฉันแล้
สำหรับคนทำงานขีดๆ เขียนๆ รวมทั้งพูด (ผ่านทางรายการวิทยุ) ดิฉันเชื่อว่า เราทุกคนอยากได้รับคำติชมจากผู้ที่ติดตามงานของพวกเรา เพื่อที่อย่างน้อยจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น หลายครั้งที่ดิฉันเคยคิดว่า เราเขียนให้ใครอ่าน หรือเราพูดให้ใครฟัง หรือเราเขียนไปคนเดียว พูดไปคนเดียว ดังนั้น เวลาที่มีผู้รับสารจากเราส่งผ่านความเห็น ไม่ว่าจะ “ติ” หรือ “ชม” อย่างน้อยก็ทำให้ไม่รู้สึกว่า วังเวงเกินไป
โดยเฉพาะในโลก “โซเชียล เน็ตเวิร์ก” ทำให้เราสามารถสื่อสารกันได้ง่ายขึ้นค่ะ
สัปดาห์นี้ ยอมรับว่า เครียดไม่น้อยกับการสรรหาเรื่องราวมาฝากผู้อ่าน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” เพราะสิ่งที่หมุนรอบตัวเราตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันรู้สึกว่า มีแต่ความ “ร้อนแรง”
หลายๆ ครั้งที่ดิฉันนั่งลงถามตัวเองว่า โลกนี้มีอะไรที่เป็น “ตรงกลาง” หรือสายทางกลางเหมือนที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชี้แนวทางการดำเนินชีวิตให้เราตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลหรือไม่
หรือกลายเป็นโลกที่ถ้าใครต้องการอะไร ก็ต้องใช้ความรุนแรง ใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน ต้องพูดจาแรงๆ ต้องลงมือแรงๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ตัวเองต้องการ แม้กระทั่งกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ ก็รุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็น “ภัยพิบัติ” ไม่ใช่ธรรมชาติที่สวยงาม สงบนิ่ง เหมือนก่อนเก่า
และนั่นไม่มีข้อยกเว้นกับความเป็นไปทาง “เศรษฐกิจ” รวมถึง “การเงิน” และ “การลงทุน”
เราเห็นการแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าเงินบาท เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 40 บาทต่อดอลลาร์ กลายเป็น 30 บาทต่อดอลลาร์ และล่าสุดเราเห็นตัวเลข 29 บาทกว่าต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่นาน
คำอธิบายปรากฏการณ์แข็งค่าของเงินบาท ก็คือ การถั่งโถมเข้ามาของเม็ดเงินจากต่างประเทศ ที่เข้ามาลงทุนในหุ้น ในตราสารหนี้ ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจนอกบ้าน โดยเฉพาะอีกซีกโลกอย่างอเมริกายังอาการน่าเป็นห่วง ทำให้เม็ดเงินเหล่านี้ต้องซัดส่ายหาที่ลงหลักปักฐาน และพิจารณาแล้วว่า เอเชียนี่แหละที่เศรษฐกิจยังแข็งแกร่งกว่าที่อื่น และมีของดีราคาถูกเหมาะกับการนำเงินเข้ามาพักพิง จะพักช่วงสั้นหรือช่วงยาว ก็ค่อยว่ากัน
เงินไหลเข้าหลายระลอก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่ากันว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนตุลาคม ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนไปแล้วกว่า 33%
และความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งการเสื่อมค่าของดอลลาร์ ก็ทำให้เม็ดเงินจำนวนไม่น้อยไหลเข้าหาสินทรัพย์ประเภทที่ป้องกันความเสี่ยง ซึ่งแน่นอนว่า สินทรัพย์ยอดฮิตคือ “ทองคำ” ที่ล่าสุดราคาในตลาดโลกทุบสถิติสูงสุดตลอดกาล ที่ระดับเฉียด 1,350 เหรียญต่อออนซ์
แต่ราคาทองคำในบ้านเรา ถูกทอนด้วยค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ราคาทองคำแท่งขยับขึ้นในอัตราเร่งที่ต่ำกว่าราคาทองในตลาดโลก แต่ถึงอย่างนั้น ราคาเสนอขายกทะลุบาทละ 19,000 บาทมาอยู่ที่ 19,050 บาทต่อน้ำหนัก 1 บาทได้อีกครั้ง
คำถามคือ “ทอง” จะแพงไปถึงไหน และยังเป็นทรัพย์สินที่เหมาะกับการลงทุนหรือไม่
ก่อนหน้านี้ ดิฉันได้คุยกับ คุณทรงเกียรติ วัฒนวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.พี.ซี พรีเชียส เมททอล จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าทองคำ ที่ล่าสุดได้เชิญคุณเจฟรีย์ นิโคลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนทองคำระดับโลกมาบรรยายเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางราคาทองคำ
คุณเจฟรีย์ ประเมินว่า ราคาทองน่าจะขึ้นถึง 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในสิ้นปีนี้และขยับถึง 2,000 ดอลลาร์ ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า และอาจขึ้นไปถึงระดับสูงสุดที่ 3,000 ดอลลาร์ ก่อนที่วัฏจักรทองคำจะเปลี่ยนเป็นขาลง ซึ่งคาดว่า ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-7 ปีก่อนจะขึ้นถึงจุดสูงสุด แต่แม้ถึงช่วงที่ราคาตก ก็ไม่น่าจะร่วงจนแตะระดับเลข 3 หลัก ซึ่งหมายถึงหลุดจากระดับพันดอลลาร์สู่ร้อยดอลลาร์
หากจำไม่ผิด ในช่วงการสัมมนาครั้งนี้ ราคาทองคำน่าจะอยู่ในราว 1,240-1,250 ดอลลาร์ ผ่านพ้นมาไม่นาน ราคาทองขยับขึ้นราว 100 ดอลลาร์
จริงๆ มีเหตุผลสนับสนุนการปรับขึ้นของราคาทองคำอย่างสมเหตุสมผลหลายประการ แต่ประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ แม้เชื่อว่าราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นไปได้อีก แต่ ณ ขณะนี้ ราคาทองคำแพงเกินไปหรือไม่กับการเข้าไปลงทุน
คุณทรงเกียรติ บอกว่า ถ้ามองว่า “ทองคำ” มีโอกาสปรับสูงขึ้นได้อีก และเมื่อมองว่า “ทองคำ” เป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรการลงทุน เพื่อบริหารความมั่งคั่ง ก็เชื่อว่ายังมีคนสนใจลงทุนในทองคำต่อไป
ขณะที่อีกหนึ่งความเห็นจาก คุณอภิชาติ ลักษณะสิริศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส ที่เชื่อว่า มีปัจจัยสนับสนุนทำให้ราคาทองคำในปีนี้มีโอกาสสทะลุบาทละ 2 หมื่นบาทได้ แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่ามากขึ้นก็ตาม
สำหรับคนที่สนใจการลงทุนในทองคำ ด้วยเชื่อว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นได้อีกตามที่กูรูทั้งหลายประเมินไว้นั้น ดิฉันขออนุญาตฝากหลักคิดที่ได้จากบรรดานักวิเคราะห์หุ้นเวลาที่คุยกันในรายการวิทยุบ่อยๆ ซึ่งทุกคนจะมองคล้ายๆ กันว่า แม้เชื่อว่าสิ่งที่คุณเข้าไปลงทุนจะมีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่อย่าลืมหันกลับมาพิจารณา “ต้นทุน” ของตัวเอง
นาทีนี้ไม่ว่าจะหุ้นหรือจะทองคำ คุณต้องยอมรับการมี “ต้นทุน” ที่สูงกว่าคนอื่น ถามตัวเองก่อนดีไหมว่า แบกไหวหรือไม่กับต้นทุนที่หนักมิใช่น้อย
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



