ข่าว

มาร์คย้ำจนท.ดูแลจุดเสี่ยงสำคัญอยู่

มาร์คย้ำจนท.ดูแลจุดเสี่ยงสำคัญอยู่

09 ต.ค. 2553

“บรรณวิทย์”ปูดกองกำลังติดอาวุธจ่อบึ้มกรุงฯครั้งใหญ่ 20 วันข้างหน้า หวังล้มรัฐบาล เผยเป็นกำลังติดอาวุธตปท.นับสิบศักยภาพเท่าหน่วยซีล หวังก่อวินาศกรรม-สังหารคนสำคัญ “วอร์รูมปชป.” แบ่ง 3 กลุ่มก่อความไม่สงบ แฉเชื่อมโยง “บริษัทข้ามชาติ และผู้ก่อความไม่สงบ 3 จว.

(9 ต.ค.)พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวกองกำลังติดอาวุธเข้ามาแทรกซึมในพื้นที่กทม.เพื่อเตรียมจะก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ว่า ขณะนี้มีการระดมกำลังพลติดอาวุธเข้ามาในเขตพื้นที่ กทม.จริง และเข้ามาแทรกซึมอยู่ในหลายจุดเพื่อต้องการที่จะก่อเหตุวินาศกรรมแบบต่อเนื่อง รวมถึงการจู่โจมสังหารบุคคลสำคัญ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยอมรับว่ามีการติดตามกลุ่มคนเหล่านี้ แสดงว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นข่าวลวง แต่เป็นข่าวที่หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องเกาะติดเรื่องนี้ อีกทั้งได้เตือนไปยังรัฐบาลให้รัฐบาลระมัดระวังในเรื่องนี้แล้ว
 
 “ศอฉ.เคยออกมายอมรับว่าเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเดือน ต.ค.- ธ.ค. 2553 ที่จะมีกลุ่มเคลื่อนไหวออกมาดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เกรงว่ามือที่ 3 จะเข้ามาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งสายข่าวที่อยู่ในกองทัพได้บอกกับผมว่า มีข่าวว่ากองกำลังติดอาวุธที่เข้ามาจากต่างประเทศหลายสิบคน เตรียมที่จะก่อเหตุในอีก 20 วันข้างหน้านี้ ดังนั้นรัฐบาลรู้แล้วจะต้องรีบป้องกันให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น จะให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาอย่างเดียวคงไม่ได้ หรือให้ประชาชนเฝ้าระวังกับกองกำลังติดอาวุธคงไม่ใช่ ” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ระบุ

 ส่วนกองกำลังเข้ามากี่คนยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดแต่เข้ามาเพื่อเข้ามาต่อต้านรัฐบาล และกองกำลังที่เข้ามาล้วนแล้วแต่เป็นหน่วยซีลของประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพเทียมเท่ากับหน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษทางเรือ หรือ มนุษย์กบและหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(นสศ.)หรือหมวกแดงแห่งกองทัพบกไทย
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ ระบุว่า รายงานข่าววงในระบุภายใน 20 วันนี้จะมีเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ถึงสองระลอก โปรดระมัดระวังให้มากขึ้น .....อาร์พีจีสี่ลูกที่เพิ่งพบข้างพรรคเพื่อไทย อาจเกี่ยวข้องกับข่าวยิงถล่มรัฐสภาก็ได้ นอกจากนี้ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ยังทวิตเพิ่มเติมว่า " ขณะนี้กองบัญชาการลับของอดีตบิ๊กทหารแดงตัวอ้วนที่ถนนสุขุมวิทซอย 3.....ปิดตัวเองแล้ว อาจเป็นเพราะกำลังจะมีปฏิบัติการใหญ่ หรือ burn เสียก่อน

นายกฯย้ำเจ้าหน้าที่ดูแลจุดเสี่ยงที่สำคัญอยู่แล้ว

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่หมู่บ้านใหม่ล่าง ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคระบุจะมีก่อเหตุรุนแรงพื้นที่สาธารณูปโภค เช่น โรงไฟฟ้า ว่า ใครมีข่าวสารสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระมัดระวังอยู่แล้วในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ พื้นที่สัญลักษณ์ พื้นที่เป้าหมายที่มีการคาดการณ์ ส่วนการเคลื่อนไหวในวันสัญลักษณ์ในเดือนตุลาคมของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ขอให้ทุกคนเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นฐานของกฎหมายและสันติ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร

 เมื่อถามว่าแผนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เตรียมไว้เพียงพอหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พล.ต.อ.วิเชียรติดตามใกล้ชิด ซึ่งได้รายงานตนเมื่อวันที่  8 ตุลาคม เมื่อถามว่า เป็นห่วงกลุ่มสร้างสถานการณ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกคนต้องช่วยกันดูแล

วอร์รูม ปชป.แฉกลุ่มก่อความไม่สงบหวังยกระดับสู่ก่อการร้าย

 นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า คณะกรรมการปฏิบัติการเพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมือง (วอร์รูม) พรรคประชาธิปัตย์ ได้หารือกันโดยเห็นว่า พร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการสร้างความมั่นใจ ในการรักษาความสงบในประเทศ โดยจากกระบวนการที่มีการเตรียมการใช้ความรุนแรงในการก่อวินาศกรรมนั้น พรรคมั่นใจว่ารัฐบาลจะเร่งขยายผลในการจับกุม และเชื่อมโยงกับกลุ่มที่ดำเนินการ ในช่วง 5 เดือนคือตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา  โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่ากลุ่มก่อความไม่สงบมีการดำเนินการแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มก่อวินาศกรรม ที่มีทั้งการผลิตระเบิดเองก่อเหตุที่โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย และ ยิงจรวดเอ็ม 79 ในค่ายทหาร จ.เชียงใหม่  2. กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอาวุธที่หายไปจากคลังแสงลพบุรี และการพบอาวุธที่บริเวณทางหลวงสายต่าง ๆ ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์แม้จะเป็นคนละส่วนกัน แต่ล่าสุดมีการพบจับอาวุธที่สะพานเหลืองได้ จะมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ และ3. กลุ่มกองกำลังฝึกอาวุธ

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังปรากฎภาพการเชื่อมโยงกับบริษัทข้ามชาติที่ขายสารตั้งต้น คือ ปุ๋ยยูเรีย และมีการสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งยังมีคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม แต่กลับแต่งตัวคล้ายคนมุสลิมเพื่อก่อวินาศกรรม ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการก่อการร้าย

 “พรรคประชาธิปัตย์รู้สึกวิตกในสถานการณ์ปัจจุบันว่า มีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในการเตรียมการชุมนุม ในช่วงเดือนต.ค. เพราะในอดีตมักมีการทวีความรุนแรงจากช่วงที่มีการชุมนุม เพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรงและนำสู่เหตุการณ์บานปลาย ซึ่งพรรคเห็นว่าสถานการณ์ขณะนี้มีหลักฐานชี้ชัดว่า กลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่ายมีความเชื่อมโยงสู่กองกำลังที่ทราบฝ่ายว่าผู้ดำเนินการ ผู้บงการ และผู้เกี่ยวข้องเป็นใครบ้าง และผู้ที่สนับสนุนทรัพยากร ในการฝึกยุทธวิธี โดยเลือกเอากลุ่มที่เลื่อมใสทางการเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจ เข้าสู่กิจกรรมที่ผิด และใช้ความรุนแรง ถือว่าเป็นการใช้ศรัทธาในทางที่ผิด เพื่อเป้าหมายทางการเมือง ซึ่งเป็นการดำเนินการใต้ดินโดยไม่มีอามิสสินจ้าง จึงถือว่าน่าวิตกในการยกระดับกระบวนการก่อการร้ายได้” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความเคลื่อนไหวทั้งการปลุกระดมทางการเมือง เพื่อสร้างความเชื่อที่ผิดนำสู่การล้างสมองให้มีการทำผิด นำสู่ความรุนแรง และขอเรียกร้องในการสร้างกระบวนการปรองดอง โดยขอเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยประณามผู้ก่อความรุนแรง การดึงสถาบันเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองเพราะถือเป็นภัยคุกคามประเทศ
 
 นพ.บุรณัชย์ กล่าวต่อว่า ในเวลา 22.00 น.วันเดียวกันนี้ตน นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และตัวแทนนักวิชาการ จะหารือร่วมกันเกี่ยวกับกระบวนการปรองดอง โดยจะมีการถ่ายทอดผ่านทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการร่วมหารือ และหวังว่าจะเป็นการนำสู่การหารือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ และนำสู่การที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือทางการปรองดองด้วย

มทภ.1สั่งระวังเหตุแทรกซ้อนป่วนแดง-เหลืองเคลื่อน10ต.ค.

 พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงการรักษาความปลอดภัยใน วันที่ 10 ตุลาคมนี้ที่จะมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ขณะนี้เราได้มีการเตรียมการสนับสนุนและติดตามสถานการณ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอด โดยเฉพาะช่วงที่มีการรายงานว่า จะมีการรวมตัวของกลุ่มมวลชน เราจะสั่งให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษและติดตามความเคลื่อนไหวตลอด

 ส่วนการรักษาความปลอดภัยร่วมกับตำรวจ ปัจจุบันเราได้จัดกำลังสารวัตรทหารจากมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) และกำลังพลส่วนหนึ่งร่วมรักษาความปลอดภัยใน 160 กว่าจุดที่เป็นสถานที่สำคัญ เช่น สถานีรถไฟฟ้า ชุมชนต่างๆ ส่วนกำลังอีกส่วนหนึ่งจะเป็นกองหนุนที่มีการเตรียมพร้อมไว้ หากได้รับการร้องขอจากตำรวจก็จะสามารถออกมาสนับสนุนได้ทันที ส่วนการติดตามสถานการณ์ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้นั้น โดยปกติ แต่ละหน่วยจะมีบก.ติดตามสถานการณ์อยู่แล้ว และแต่ละหน่วยจะมีการประสานงานทางด้านการข่าวตลอด เพื่อเจ้าหน้าที่ได้ไปถึงที่เกิดเหตุโดยเร็ว หากเกิดเหตุร้ายขึ้น

 “เชื่อว่าการชุมนุมในวันที่ 10 ต.ค.นี้คงไม่มีเหตุอะไรรุนแรง เพราะที่ผ่านมาผู้ชุมนุมก็อยู่ในกรอบกติกาเรียบร้อยดี ซึ่งเบื้องต้นศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยมีทหารเป็นกำลังหนุน ช่วยเสริม แต่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถดูแลสถานการณ์ได้ คงไม่ถึงขั้นต้องร้องกำลังทหารออกมาช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตามเราก็ได้มีการรัดระวังสถานการณ์อยู่ เพราะเราเกรงว่า อาจจะมีการแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดเหตุรุนแรงได้” แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามถึงการรักษาความปลอดภัยภายหลังเกิดเหตุระเบิดในกรุงเทพบ่อยครั้งในช่วงนี้ พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า ขณะนี้ทหารกับตำรวจได้มีการติดตามสถานการณ์ร่วมกัน แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งก็สามารถเชื่อมโยงได้ว่า ขณะนี้มีกลุ่มตั้งใจที่จะก่อเหตุจริง ๆ ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุ และขณะนี้ต้องยอมรับว่า มีกลุ่มที่ไม่ปรารถนาดีจริง ๆ ซึ่งตนอยากเชิญชวนประชาชนให้มีส่วนร่วมในการรักษาความสงบเรียบร้อยร่วมกับเจ้าหน้าที่ แจ้งเบาะแสหากพบเห็นสิ่งใดที่ผิดปกติน่าสงสัย เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าสกัดกั้นเหตุร้ายได้ทันท่วงที

 เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า ชุดดำ 64 คนแฝงตัวเข้ามาในกทม.เพื่อเตรียมจะก่อเหตุ พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องติดตาม และเฝ้าระวัง หากมีกลุ่มนี้อยู่จริง เราก็ต้องพยายามไม่ให้เขาสามารถทำอะไรได้

 เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า จะมีการก่อวินาศกรรม พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า เรายืนยันว่า ในส่วนของเรามีการเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อยู่ตลอด