
"ทุจริตเพิ่มทุกวัน"ประธานป.ป.ช.เผย
อีกไม่กี่วัน...ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องการต่อต้านคอรัปชั่น ครั้งที่ 14 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2553
“ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่น” มีโอกาสเข้า "สัมภาษณ์พิเศษ" พูดคุยกับแม่งานใหญ่ "ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ" ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงสถานการณ์การทุจริตคอรัปชั่นในประเทศไทยก่อนที่จะต้องเปิดบ้านรับผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในด้านการต่อต้านการคอรัปชั่นจาก 140 ประเทศทั่วโลกประมาณ 1,500 คน
“เป้าหมายของเรา คือ ต้องการให้นานาชาติร่วมผนึกกำลังกันหามาตรการต่อต้านการคอรัปชั่น เพราะการคอรัปชั่นในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศมากขึ้น ประเทศใดประเทศหนึ่งจะทำเพียงลำพังไม่ได้อีกแล้ว ในวันสุดท้ายของการประชุมจะมีการประกาศปฏิญญากรุงเทพ เพื่อเป็นพันธสัญญาว่า เราจะร่วมมือป้องกันการคอรัปชั่นภายใต้หัวข้อใหญ่ คือ ป้องกันการคอรัปชั่นเพื่อความมั่นคงของโลก" ปานเทพ เริ่มอารัมภบท
จากนั้นเขาเริ่มเล่าถึงสถานการณ์การทุจริตคอรัปชั่นในประเทศไทยในขณะนี้ว่า นับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่กลไกการป้องกันและตรวจสอบยังตามไม่ทัน
โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ และภาคเอกชน ตอนนี้คุยกันมากว่าปัจจุบันโดนเรียกสินบนไม่ใช่ 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์เหมือนแต่ก่อน แต่ตอนนี้เป็น “มิสเตอร์ 30 เปอร์เซ็นต์ ต่อโครงการ"
"และถ้าหยุดยั้งไม่ได้มันก็จะเพิ่มเป็น 40-50 และ 60 เปอร์เซ็นต์ ภาคเอกชนจึงเข้ามาผนึกกำลังต่อต้านโดยตั้งสมาคมส่งเสริมสถาบันบริษัทไทย พยายามเอาบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มารวมกันเพื่อต่อต้านการทุจริตต่อไป เพราะเขาจะไม่ยอมจ่ายสินบนมากขนาดนี้แล้ว"
และจากการจัดอันดับของ "องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ" (Transparency International) ซึ่งสำรวจความโปร่งใส และธรรมาภิบาลในประเทศต่างๆ 180 ประเทศทั่วโลก และได้จัดอันดับมาตั้งแต่ปี 2538 ปรากฏว่าประเทศไทยไม่เคยได้คะแนนที่ถือว่า “สอบผ่าน” แม้แต่ครั้งเดียว
อย่างคราวล่าสุด เราได้ 3.5 เต็ม 10 คะแนน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ แต้มทะลุไปอยู่ที่ 9.2 ยืนแป้นเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสเป็นอันดับ 3 ของโลก
แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย ก็ยังได้ 4.5 คะแนนเป็นอันดับ 56 ของโลก ฮ่องกงเป็นอันดับ 12 ได้คะแนน 8.2 ญี่ปุ่นเป็นอันดับ 17 ได้คะแนน 7.7 ไต้หวันเป็นอันดับ 37 ได้คะแนน 5.6 เกาหลีใต้เป็นอันดับ 39 ได้คะแนน 5.5 มาเก๊าเป็นอันดับ 43 ได้คะแนน 5.3 ภูฏานเป็นอันดับ 49ได้คะแนน 5 จีนเป็นอันดับ 79 ได้คะแนน 3.6 ส่วนอินเดียอยู่ในลำดับเดียวกับประเทศไทย
“ตลอด 15 ปีของไทย อย่าว่าแต่ไม่เคยถึง 5 คะแนน เราไม่เคยถึง 4 ด้วยซ้ำถือว่าสอบตกมาตลอด หมายถึงว่าเราทุจริตมาก เทียบกันแล้วเราได้อันดับ 84 ในจำนวน 180 ประเทศ ป.ป.ช.มียุทธศาสตร์ที่จะทำให้คะแนนความโปร่งใสของไทยกระเตื้องขึ้น โดยเรามีแผนว่าภายในปี 2555 อันดับความโปร่งใสของเราจะต้องอยู่ที่ 5 คะแนนเป็นอย่างน้อย”
และนอกจาก ป.ป.ช.จะมียุทธศาสตร์ในการขยับอันดับความโปร่งใสให้ดีขึ้นแล้ว ประธานป.ป.ช. ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม โดยแต่ละภาคส่วนจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนโครงการร่วมกัน ขณะเดียวกันต้องสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรตรวจสอบ ไม่ใช่แค่ป.ป.ช.อย่างเดียว แต่ทุกองค์กรต้องเข้มแข็ง
เริ่มต้นจากมีกฎหมายที่เข้มแข็ง...
"ปานเทพ" บอกว่า อย่างป.ป.ช.ตอนนี้กำลังผลักดัน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญปี 53 ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้เราทำงานตรวจสอบการทุจริตได้เข้มข้น
เช่นกฎหมายคุ้มครองพยาน อย่างกรณีที่ข้าราชการมาให้ปากคำกับเรา เขาจะไม่ถูกผู้บังคับบัญชาโยกย้าย ถ้าเป็นประชาชนก็ต้องมีความปลอดภัยในชีวิต อาจจะมี "เซฟเฮ้าส์" ให้อยู่เพื่อไม่ให้อันตราย
หรืออีก "มาตรการหนึ่ง" ในพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญของป.ป.ช.คือ การให้อำนาจ ป.ป.ช.กันบุคคลไว้เป็นพยาน สำหรับคนที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสำนวน มีการมอบรางวัลให้ผู้ที่ให้ข้อมูล เบาะแสสำคัญในการตรวจสอบทุจริต
ซึ่งทั้ง "กฎหมายคุ้มครองพยาน" และ "กฎหมายให้อำนาจ ปปช. กันบุคคลไว้เป็นพยาน" ขณะนี้อยู่ในชั้นการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างส.ส.และส.ว. และเชื่อว่าจะผ่านสภาได้ภายในสมัยประชุมนี้
ทั้งนี้ อีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยแบ่งเบาภาระงานของป.ป.ช.กลางได้อย่างมากมาย คือ การจัดตั้ง ป.ป.ช.จังหวัด
ซึ่งรัฐธรรมนูญ 50 กำหนดไว้ว่า จะต้องมีป.ป.ช.ประจำจังหวัด ถ้ามีขึ้นมาแล้วจะกระจายงานที่กระจุกอยู่ในส่วนกลางไปได้มากจากทุกวันนี้ที่ทุกเรื่องวิ่งตรงเข้ามาสู่ส่วนกลาง จนพิจารณาไม่ทัน
ทุกวันนี้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังป.ป.ช.ประมาณ 5,000 เรื่อง ส่วนใหญ่มาจากท้องถิ่นแทบทั้งสิ้น
ดังนั้นหากมีป.ป.ช.ประจำจังหวัดขึ้นมาก็จะช่วยตรวจสอบเบื้องต้น ในส่วนของบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ "นักการเมืองท้องถิ่น" แต่การตัดสินใจครั้งสุดท้ายจะต้องถูกส่งเข้ามาที่ส่วนกลาง และ ป.ป.ช. จังหวัด ยังเป็นกลไกในการรณรงค์ให้คนในท้องถิ่นช่วยกันต่อต้านการคอรัปชั่นอีกด้วย
สำหรับปัจจุบันมีเรื่องที่ค้างอยู่ในป.ป.ช.ประมาณ 5,000 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ถูกส่งมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งที่มีเรื่องมากก็เพราะองค์กรท้องถิ่นมีจำนวนมาก
และเรื่องที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุจริตมากที่สุด ก็คือ การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั่นเอง
“สำหรับ 5,000 เรื่องที่ค้างอยู่ขณะนี้ ป.ป.ช.มีนโยบายให้เร่งพิจารณาเรื่องที่กำลังหมดอายุก่อนเป็นอันดับแรก โดยมีการหารือกับอัยการเอาไว้ว่าป.ป.ช.ต้องส่งให้อัยการฟ้องร้องต่อศาลก่อนจะหมดอายุความอย่างน้อย 6 เดือน” ปานเทพ กล่าวทิ้งท้าย
เสถียร วิริยะพรรณพงศา



