
รายได้รัฐส่อต่ำเป้า2.4แสนล้าน คลังเร่งมือรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพิ่มรายได้
คลังกุมขมับแนวโน้มการเก็บรายได้ย่ำแย่ "พฤฒิชัย" แย้มอาจต่ำกว่าเป้าถึง 2.4 แสนล้านบาท เร่งหาช่องชดเชยเพิ่มเติม เน้นปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต คาดพิจารณาเสร็จทั้งแพ็กเกจภายในเดือนเมษายนนี้ รวมถึงภาษีชา กาแฟ
นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของรัฐว่า จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดในเดือนมีนาคม คาดว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐสุทธิอาจลดลงต่ำกว่าประมาณการถึง 2.4 แสนล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 15% โดยก่อนหน้านี้คาดว่ารายได้ของรัฐน่าจะต่ำกว่าประมาณการ 1.8 แสนล้านบาท หรือ 10% เท่านั้น ดังนั้น กระทรวงการคลังต้องหาช่องทางในการชดเชยรายได้เพิ่มเติม ที่กำลังดูอยู่เป็นเรื่องการเลี่ยงภาษี โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปหาแนวทางอุดช่องโหว่ พร้อมทั้งภาษีใหม่ที่จัดเก็บเพิ่มได้ โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิต คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือนเมษายนนี้
ส่วนความคืบหน้าในการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตนั้น ขณะนี้คณะกรรมการที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน อยู่ระหว่างการพิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วๆ นี้ และคงจะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในเดือนเมษายน 2552
“เราจะเสนอการพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตแบบแพ็กเกจเลย ไม่ได้เน้นตัวใดเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกัน โดยลดดุลพินิจในการจัดเก็บของเจ้าหน้าที่ แต่จะใช้ข้อกฎหมายมาเป็นตัวกำหนดแทน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับปรุงภาษีตัวใด เราจะคำนึงถึงผลกระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย ซึ่งเรื่องนี้เราต้องระวังเป็นพิเศษ” รมช.คลังกล่าว
ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า รัฐบาลยังไม่มีความจำเป็นต้องเก็บภาษีสินค้าชา และกาแฟนั้น นพ.พฤฒิชัยกล่าวว่า การพิจารณาปรับปรุงภาษีสรรพสามิต เป็นแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการเร่งรัดการหารายได้เพิ่มเติมจากแนวนโยบายการกู้เงิน ทั้งนี้ มีการประเมินว่า รายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2552 จะหายไปประมาณ 10-15% ของเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตนี้ คงต้องรอผลสรุปของคณะกรรมการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องนี้ก่อน เมื่อสรุปแล้วก็จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณา
“ยอดภาษีที่เราเคยประเมินว่าจะเพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีสินค้าบาปและชากาแฟประมาณ 3 หมื่นล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ต้องการเพิ่ม ส่วนตัวเลขจริงจะเป็นเท่าไรยังไม่ทราบ” นพ.พฤฒิชัยกล่าว



