
"ชั่วฟ้าดินสลาย"
ช่วงที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ที่กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ในบ้านเราก็เกิด "ข่าวปล่อย" ทางการเมืองขึ้นมามากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายปรองดองของ "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ที่พบปะทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง-พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือพรรคการเมือง ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน
จนเกิดข่าวการเดินสายของ "เสธ.หนั่น" เพื่อเตรียมเป็น "นายกฯ สำรอง" หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีคดี 29 ล้าน
และข่าว "ทักษิณ ชินวัตร" เตรียมทาบทามให้ "เสธ.หนั่น" มานั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยต้องการอาศัยให้ "เสธ.หนั่น" เป็นมือประสานรอยร้าวเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ทั้งในและนอกพรรค
เมื่อเจอข่าวหลัง "เสธ.หนั่น" กลายเป็นเป้าโจมตีไปทันที
อีกนัยหนึ่งถือเป็นการ "ดับฝัน" หรือ "สกัดดาวรุ่ง" ที่มุ่งเก้าอี้ "นายกฯ สำรอง"
เพราะการเดินสายขายฝันปรองดอง ฉบับ "เสธ.หนั่น" น่าจะสร้างความหวาดหวั่นให้แก่พรรคร่วมรัฐบาลพอสมควร
โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย เพราะหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง "พรรคชาติไทยพัฒนา" ไปจับมือกับ "เพื่อไทย-เพื่อแผ่นดิน-ประชาราช" โอกาสการจับมือตั้งรัฐบาลแข่งกับ "ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย" มีความเป็นไปได้สูง
ส่วนข่าวปล่อยเพื่อสกัดดาวรุ่งจะมาจากไหนไม่มีใครเปิดเผยตัว?
ขณะเดียวกัน "พรรคภูมิใจไทย" ก็ตกเป็นเป้ามีข่าวปล่อยออกมาว่า "พรรคประชาธิปัตย์" จะหันไปจับมือ "พรรคเพื่อไทย" จัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากถูกโยงกับกระแสข่าวการคอรัปชั่นและการโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรมทำให้คะแนนเสียงของรัฐบาลเริ่มลดจำนวนลงไปด้วย
ระยะนี้ "พรรคภูมิใจไทย" จึงตกเป็นเป้าโจมตีถี่ขึ้นกว่าปกติ
ทั้งปัญหาเรื่องการตรวจสอบการทุจริตภายในกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งการโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรมจนทำให้ตำแหน่งใหญ่ๆ ต้องหยุดชะงักลง
เป้าโจมตีจึงหนีไม่พ้นระดับ "รัฐมนตรี" รวมทั้ง "แกนนำ" อย่าง "เนวิน ชิดชอบ" ที่ถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งที่เจ้าตัวบอกว่าทุกวันนี้ในพรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่เป็น "วิทยากรพิเศษ" เท่านั้น
แต่ความสำคัญในระดับแกนนำภายในพรรคคงไม่สามารถมองข้ามไปได้ โดยเฉพาะการเปิดบ้านแถลงข่าวของ "เนวิน" ที่บอกว่า "นายเก่าได้ว่าจ้างคนมาฆ่า โดยตั้งค่าหัว 20 ล้านบาท"
ยิ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาททางการเมืองที่เด่นชัด จนทำให้ "นายเก่า" ต้องหาทางกำจัด
ทั้งข่าวจริงและข่าวปล่อยที่เกิดขึ้นมีคำถามตามมาว่าใครได้ประโยชน์?
ปัญหาการเมือง และปัญหาบ้านเมืองที่รุมประดัง "รัฐบาล" ในขณะนี้แกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่รู้อนาคตของพรรค แต่เชื่อว่าหลังจากวันที่ 18 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นวันที่พยานฝ่ายผู้ถูกร้อง คือ "พรรคประชาธิปัตย์" จะขึ้นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดี 29 ล้านบาทปากสุดท้าย น่าจะประเมินอนาคตพรรคได้พอสมควร
จากหลักฐานทั้งฝ่าย "ผู้ร้อง" และ "ผู้ถูกร้อง" ในคดี 29 ล้าน "มือกฎหมายประชาธิปัตย์" น่าจะพอรู้ทิศทางการพิจารณาคดีว่าอนาคตพรรคจะเป็นอย่างไร
และหลังการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี จะมีการ "ปรับคณะรัฐมนตรี" ต้นเดือนพฤศจิกายน อย่างน้อยตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรี" ของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ"
การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนั้นหากรัฐบาลจะอยู่ยาวถึงสิ้นปีต้องมีการปรับตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างน้อย 2-3 ตำแหน่ง โดยเชื่อว่าน่าจะมีการนำคนนอกมาเป็น "รัฐมนตรี" ให้มากที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี
หลังตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาลจะเกิดการเปลี่ยนแปลง จะมีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้นไม่ว่าผลการตัดสินคดีจะเป็นบวกหรือลบกับพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งถ้าเป็น "บวก" กับประชาธิปัตย์ บริบทความเป็นพรรคแกนนำของประชาธิปัตย์จะ "แข็ง" ทั้งในเรื่องการตัดสินใจต่อพรรคร่วมรัฐบาลและการบริหารบ้านเมืองที่ต้องเน้นเรื่องความโปร่งใส เพื่อเรียกคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้ง
ดีไม่ดีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งหน้า "ประชาธิปัตย์" อาจได้สลับนั่งกระทรวงใหญ่ที่ "ภูมิใจไทย" นั่งอยู่
แต่ถ้าคดี 29 ล้านส่งผลกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ทำให้ "ประชาธิปัตย์" ต้อง "อ่อนข้อ" ต่อพรรคร่วม โดยเฉพาะกับ "ภูมิใจไทย" ที่ขณะนี้ตัวเลือกในการร่วมรัฐบาลเหลือน้อย "เพื่อไทย" คงไม่ดึงไปร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน
ดังนั้น "ภูมิใจไทย" กับ "ประชาธิปัตย์" ในยามนี้ก็ไม่ต่างจาก "ยุพดี" กับ "ส่างหม่อง" ที่ถูกล่าม "โซ่ตรวน" คล้องแขนติดกัน เพื่อพันธนาการว่าทั้งคู่จะต้องครองรักกันชั่วนิจนิรันดร์ แม้ว่าเบื่อหน้ากันแค่ไหนก็ตาม
สมถวิล เทพสวัสดิ์



