
คลังชูบาทอ่อน-จี้แบงก์ปล่อยกู้หวังพยุงเศรษฐกิจ-รายได้รัฐส่อต่ำเป้า 2.4 แสนล.
คลังชี้ส่งออกติดหล่มฉุดเศรษฐกิจไทย ชูเงินบาทอ่อนช่วยหนุนอีกแรง จี้แบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้เอกชน งัดมาตรการอุ้มแรงงานนอกระบบ เล็งดึงท้องถิ่นตั้งกองทุน "พฤฒิชัย" คาดรายได้รัฐส่อต่ำกว่าเป้า 2.4 แสนล้าน เร่งรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิต หาทางเพิ่มรายได้
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ว่าภาพรวมยังชะลอลงต่อเนื่อง เป็นผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้การส่งออกของไทยติดลบต่อเนื่องกัน 2 เดือนแล้ว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องนำนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนมาใช้บริหารเศรษฐกิจอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่าตั้งแต่ต้นปี 2552 ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเพียง 1.61% ขณะที่ประเทศคู่แข่งและคู่ค้าค่าเงินอ่อนลงมากกว่า
นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องเร่งปล่อยกู้ให้เอกชน เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะดูแลเรื่องสินเชื่อเต็มที่จากนโยบายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปล่อยกู้หรือค้ำประกัน แต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ซึ่งหากธนาคารพาณิชย์ไม่ช่วยก็อาจเกิดวิกฤติกับเอกชนต่อไปได้
ส่วนประมาณการรายได้รัฐที่ต้องทบทวนใหม่นั้น ขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย ซึ่งในสัปดาห์นี้จะเชิญสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มารับฟังประมาณการใหม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันจะไม่มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มภายในปีนี้
นายสมชัยกล่าวว่า สศค.อยู่ระหว่างศึกษามาตรการดูแลกลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีอยู่กว่า 20 ล้านรายทั่วประเทศ โดยเบื้องต้นจะร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กลุ่มการเงินท้องถิ่น และกลุ่มแรงงานนอกระบบเอง สมทบเงินเพื่อดูแลสวัสดิการ และส่งเสริมอาชีพ เพื่อรัฐจะได้ช่วยเหลือครอบคลุมทั้งหมด ซึ่งอาจจัดตั้งเป็นกองทุนคล้ายกับกองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตน ที่รัฐต้องสมทบเงินให้ส่วนหนึ่ง
"สศค.ขอเวลา 1 เดือนเพื่อคลอดแผนช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ หากแผนชัดเจนแล้วจะเสนอต่อรมว.คลัง เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งเบื้องต้นแผนที่คิดตอนนี้มีทั้งที่จะให้ทั้ง 4 ฝ่ายช่วยกันออกเงินสมทบ หรือมีเพียงแค่รัฐกับอปท. หรือจะมองถึงระยะยาวที่จะไปสวมกับกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติได้ทันที" นายสมชัยกล่าว
ด้านนพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของรัฐว่า จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดในเดือนมีนาคม คาดว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐสุทธิอาจลดลงต่ำกว่าประมาณการถึง 2.4 แสนล้านบาท ดังนั้น กระทรวงการคลังต้องหาช่องทางในการชดเชยรายได้เพิ่มเติม โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะเสนอเป็นแพ็กเกจ ไม่ได้เน้นตัวใดเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกัน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน



