ข่าว

อำนาจฤๅจะสร้างประชาธิปไตย

อำนาจฤๅจะสร้างประชาธิปไตย

08 ต.ค. 2553

เมื่อความไม่สงบที่กลายเป็นความรุนแรงเกิดขึ้น รัฐบาลไทยเกือบทุกรัฐบาลคิดหาทางออกค่อนข้างจะเป็นทางเดียวกันหมด คือการใช้กฎหมายที่สามารถจัดการเพื่อหวังผลให้สำเร็จได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทุกครั้งที่เกิดขึ้นในยุคที่ทุกรัฐบาลได้รับการเลือกตั้งจะบอกกับสาธ

..นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตย มีความชอบธรรมแล้วที่จะจัดการโดยเด็ดขาดกับบุคคลที่คิดเห็นต่างกับรัฐหรือที่พยายามจะสื่อคำพูดที่เกิดขึ้นมาทุกครั้งในช่วงหลังนี้คือกลุ่มต่อต้านอำนาจรัฐ แต่ผลออกมาเมื่อรัฐใช้อำนาจเชิงนิติรัฐมากกว่างานเชิงรัฐศาสตร์กลับกลายเป็นการสร้างความรู้สึกที่แตกแยกปริบานในสังคมมากขึ้นเป็นลำดับ

 การใช้หลักนิติรัฐสามารถแก้ปัญหาได้ในบางอย่าง บางกรณี บางช่วงเวลา แต่หากการใช้ที่ละเลยงาน

ด้านรัฐศาสตร์ที่ต้องไปทำงานหนักด้านอื่นๆ อีกอาทิการประชาสัมพันธ์เพื่อการสร้างความเข้าอกเข้าใจ ทั้งทางมวลชนในรูปแบบปูพรมกว้างขวางครอบคลุมสาธารณชนให้มาก ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทุกรัฐบาลชอบที่จะใช้ ดังนั้นวิทยุโทรทัศน์จึงเป็นเครื่องมือหลักที่ถูกพิจารณาเป็นพิเศษ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นหน้าหรือได้ยินเสียงของผู้มีอำนาจหรือผู้บริหารทุกระดับใช้เครื่องมือเช่นนี้มากขึ้น จนได้รับฉายาเป็นดีเจประจำรายการก็มี ซึ่งในความเป็นจริงท่านไม่จำเป็นต้องออกมาเป็นประจำหรอก เพราะผลงานที่ท่านพูดทั้งหลายมันมีกลไกประจำที่ปฏิบัติจริงอยู่แล้ว เขาเหล่านั้นน่าจะเป็นตัวจริงที่จะต้องเปิดโอกาสให้มากที่สุด จะด้วยเพราะระบบการเมืองบ้านเราหรือเปล่าที่ต้องทำให้ประชาชนต้องดู ต้องฟังเป็นประจำจนในที่สุดก็เกิดความเคยชินที่ต้องแสวงหาเหมือนกับการฟังหรือดูโฆษณานานๆ ความถี่มากขึ้น ติดปากติดตาการจะเลือกซื้อก็มีมากขึ้นจริงหรือเปล่า ?

 ปัจจุบันความขัดแย้งในสังคมเพราะความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันมีค่อนข้างสูง จนกลายเป็นการสร้างขั้วรอยร้าวในประเทศปริแตกมากขึ้นเป็นลำดับ แต่กระบวนการแก้ปัญหาของรัฐไม่ได้แตกต่างกันมากนักกับการแก้ปัญหาในสถานการณ์ปกติ ถึงแม้ท่านจะตั้งสารพัดกรรมการอาทิสภาที่ปรึกษาฯ คณะกรรมการสารพันกรรมการ แต่ดูเหมือนว่าคำเสนอแนะของบรรดาท่านกรรมการเหล่านั้นเสนอต่อรัฐบาลให้ทำกลับได้รับการตอบรับอย่างเฉื่อยชา ในบางเวลากลับมาป้องกันแนวคิดของผู้บริหารในสารพัดรูปแบบ เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนที่ชอบบริโภคสื่ออาหารจานด่วน กลับเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะไม่ใส่ใจในคุณภาพของอาหารที่บริโภคเหล่านั้นคืออาหารขยะเสียส่วนใหญ่ น่าเสียใจที่ประชาชนมารู้ทีหลังหรืออาจจะไม่รู้ตัวเลยนอกจากหมอจะบอกว่าท่านเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย เพราะบริโภคอาหารขยะมากเกินควร

 รอวันผ่าตัดใหญ่ซึ่งมีผลเป็นตายเท่ากัน หลังจากนั้นการดิ้นรนหาทางออกเพื่อรักษาก็น้อยลงทุกขณะ ทางออกของรัฐบาลมีทางเดียวคือจะเป็นจะตายไม่เป็นไรแต่รัฐมีความจำเป็นต้องใช้ยาที่มีอานุภาพสูงสุดในการรักษาเท่านั้น ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ผิด แต่ถูกหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

 รัฐบาลที่เข้าใจว่าเขาได้อำนาจมาตามระบอบประชาธิปไตย ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ประการใด เพราะการจัดการบริหารแผ่นดินต่อเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดยใช้กฎหมายที่มีความเด็ดขาดและรุนแรงอย่างเช่นกฎอัยการศึก (ที่เขียนและใช้มากว่า 100 ปีมาแล้ว) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) หรือพระราชบัญญัติความมั่นคงภายใน (พ.ร.บ.ความมั่นคง) ฯลฯ กฎหมายเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องมือการแสดงอำนาจของรัฐทั้งหมด และเมื่อใช้ทหารเป็นหลักแต่ถ้าใช้เวลานานเกินไปจะมีผลข้างเคียงหลักๆ 2 ประการคือรัฐกำลังทำลายกลไกการทำงานปกติของตนเองหรือไม่เช่นตำรวจ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย และอีกสารพัดกระทรวง ที่มีหน้าที่โดยตรงกับประชาชน ประการที่สองรัฐพยายามจะบอกกับสาธารณชนว่าทหารปัจจุบันเป็นทหารประชาธิปไตยแล้ว แต่รัฐกำลังใช้ทหารเป็นเครื่องมือเพื่อการสนองอำนาจ แต่การใช้อำนาจจนเลยเวลาที่จำเป็นกลับเป็นการส่งเสริมให้ทหารมีและกลับมาใช้อำนาจเพื่อตนเองมากขึ้น

 ผลพลอยได้คือการค้ำจุนบัลลังก์รัฐบาลเพื่อความคงอยู่ของอำนาจ (ของทหารหรือรัฐบาล?) ตลอดไปหรือเปล่า ซึ่งที่สุดแล้วคำพูดที่ว่ารัฐใต้เงาปืนมันจะเป็นจริง หรือจะใช้กฎหมายธรรมดาที่มีอยู่ที่มีบทลงโทษไม่เบาอยู่แล้วไม่ถนัด ไม่ทันกาล กลับชอบที่จะใช้สัญลักษณ์แห่งอำนาจมากกว่าคุณธรรมในรัฐธรรมาภิบาล หรือรัฐบาลคงไม่กังวลใดๆ เลยกับความรู้สึกว่าจะไปกระทบกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศในวันข้างหน้าอย่างไรบ้าง เพราะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันข้างหน้า ความคิดที่ว่า “ฉันสามารถซื้อและใช้แทนสิทธิ์และเสียงของพลเมืองไทยได้ทุกครั้ง” ยังก้องอยู่ในมโนสำนึกของนักเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่มิใช่หรือ ?

อัฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง [email protected]