
ส่งออกไตรมาสแรกส่อติดลบหนักดันชีอุตฯก.พ.วูบ 23% ยานยนต์อ่วม
พาณิชย์ รับสภาพส่งออกไตรมาสแรกติดลบต่อเนื่อง สั่งทูตพาณิชย์เกาะติดเศรษฐกิจโลก วาง 5 แผนสนับสนุนผู้ส่งออก ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมเดือนกุมภาพันธ์ ติดลบ 23.07% หดตัวติดกันเป็นเดือนที่ 5 ชี้ยานยนต์อาการหนักสุด
แหล่งข่าวจากระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกไตรมาส 1 ปีนี้ จะยังติดลบต่อเนื่องเป็นตัวเลข 2 หลัก เนื่องจากส่งออกเดือนมีนาคม น่าจะยังติดลบในอัตราสูง เพราะเดือนนี้ไม่มีการส่งออกทองคำสูงจนทำให้ตัวเลขส่งออกรวมติดลบต่ำเหมือนเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณเศรษฐกิจในหลายประเทศฟื้นตัว
นางสมจินต์ เปล่งขำ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า ตัวเลขส่งออกไตรมาส 1 ยังไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลคาดการณ์ภาพรวมการส่งออกทั้งปีได้ ต้องรอจนถึงไตรมาส 3 ว่าจะมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้หรือไม่ ซึ่งแต่ละประเทศเองก็พยายามกระตุ้นการบริโภคภายใน จึงขอให้ทูตพาณิชย์ทุกแห่งรายงานความคืบหน้าของแต่ละประเทศเป็นระยะทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่และมาตรการที่จะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าสินค้าที่น่าเป็นห่วงคือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งกรมจะเข้าไปดูแลให้มากที่สุด ขณะที่สินค้าอาหารยังกระทบไม่มากนัก โดยกลางเดือนเมษายนนี้ จะมีการประชุมผู้ช่วยทูตพาณิชย์ทั่วโลกเพื่อสรุปสถานการณ์ภาพรวมและความจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีกหรือไม่
นางกุลณี อิศดิศัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า ในส่วนของภาวะเศรษฐกิจและการส่งออกช่วงนี้ กรมยอมรับว่าเศรษฐกิจในช่วงถดถอย แต่จะติดลบมากเหมือนที่มีการประมาณการ 13% หรือไม่นั้นคงเป็นเรื่องคาดการณ์ยาก กรมเตรียมมาตรการเพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกและให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการ 5 ด้านแล้ว
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และรองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ยังคงติดลบ 23.07% แม้จะมีสัญญาณดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนที่ติดลบ 25.6% แต่อุตสาหกรรมหลักยังคงหดตัวในแดนลบ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือเพียง 50.0% ต่ำกว่าเดือนมกราคม ที่อยู่ในระดับ 51.7%
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์สถานการณ์ยังย่ำแย่หนัก โดยการผลิตติดลบมากถึง 50.64% เทียบมกราคม ติดลบเพียง 35.59% จากยอดส่งออกที่ลดลงต่อเนื่องและยอดขายในประเทศที่ชะลอตัว และจะส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี จึงมีความเป็นไปได้สูงในการลดและปลดพนักงานอีกระลอกหนึ่ง



