
สังคมไทยได้อะไรจากเรื่องฟิล์ม-แอนนี่
ถึงวันนี้เรื่องราวของสองพระนางนอกจอไปไกลเกินกว่าจะเหนี่ยวรั้งให้จบลงด้วยดี โดยไม่จำเป็นต้องได้คำตอบว่า ใครเป็นพ่อของเด็กกันแน่ ?
มีตัวละครปรากฏโฉมออกมามากมาย ทั้งที่จะว่าไปแล้วก็แทบจะไม่ได้รู้เห็นเรื่องราวของทั้งสองแม้เพียงกระผีกริ้น
ฟังเขาเล่าบ้าง พูดเอามันบ้าง
นับตั้งแต่เฮียใหญ่ที่ออกมาแฉ 4 ชายพัวพันกับแอนนี่
ตามด้วยผู้จัดการสายละครวิกใหญ่ก็ออกมาสำทับ 1 ใน 4 เป็นดาราในสังกัด
ระยะหลังๆ มีคนที่เกี่ยวบ้างไม่เกี่ยวบ้างทยอยออกมาพูดกันสนุกปาก เรื่องขยายออกไปใหญ่โต
บางทีถ้าลองถามกันตรงๆ อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า ประเด็นของเรื่องนี้มันคืออะไรกันแน่ ?!!
สิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้าม แม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเองก็มองไปไม่ถึง คือการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
มาตรา 26 (1) ระบุว่า ห้ามไม่ให้กระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
มาตรา 27 ระบุเอาไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชน หรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง
โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ
แค่ลำพัง 2 มาตรานี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งสิ้น ได้ตระหนักและยื่นมือเข้ามาจัดการเรื่องนี้
ไม่ให้เรื่องยืดเยื้อจนกู่ไม่กลับเช่นนี้ เพราะไม่มีใครการันตีได้ว่า ในอนาคตข้างหน้าเมื่อ "ฑีฆายุ" เติบโตขึ้นแล้วเข้าไปเล่นเน็ต เขาจะได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ในสภาพจิตใจแบบไหน
ยิ่งช่วงหลังๆ มานี้เริ่มมีคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยดาหน้าออกมาพูดกันยกใหญ่
แถมสื่อก็บ้าจี้ตามกระแสเสียจนแยกแยะไม่ออกว่า คนที่พูดนั้นมีสถานภาพแบบไหน
สรุป...เราไม่ได้อะไรจากเรื่องนี้เลย ยกเว้นเจ้าหน้าที่รัฐเพิกเฉยต่อตัวบทกฎหมาย เอวัง ?!!
อนลัส
[email protected]



