
หมอประเวศแนะกระจายอำนาจรัฐกันรัฐประหาร
หมอประเวศ แนะกระจายอำนาจรัฐที่รวมศูนย์ ยากันรัฐประหาร - คอรัปชั่น มั่นใจระเบิดป่วนเมืองไม่กระทบแผนปรองดอง ระบุข่าวที่เกิดจะกระตุ้นคนเข้าร่วมปฏิรูปประเทศ เสธ.หนั่นนัดเจอป๋าเหนาะ13ต.ค.นี้ยันพบ"สุวัจน์"แล้วกระแสตอบรับดี มั่นใจ"อภิสิทธิ์"รับมือแทนสุเทพได้
เมื่อเวลา 14.00 น. ชมรมศิษย์เศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนาเรื่อง “ปฏิรูปประเทศไทย ผักชี?” โดยมี ร่วมเสวนา ได้แก่ นางผาสุก พงษ์ไพจิตร, นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ และนายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และนายอานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมเสวนา
ทั้งนี้ นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ได้ร่วมปาฐกถา กล่าวตอนหนึ่งว่า สาเหตุวิกฤตของประเทศในปัจจุบัน คือปัญหาขาดความเป็นธรรมและความเลื่อมล้ำ ทำให้คนไม่รักกันและไม่รักชาติบ้านเมือง หากวิเคราะห์แล้วต้นตอที่แท้จริงคือโครงสร้างของอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม เป็นแบบรวมศูนย์ ซึ่งตนมองว่าเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การรัฐประหาร ปัญหาความรุนแรง และการคอรัปชั่นได้ง่าย ทางแก้ที่ง่ายที่สุด คือต้องใช้การกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นพร้อมกับส่งเสริมให้ท้องถิ่นนำไปสู่การจัดการตัวเอง
“ผ่านมาประเทศมีปัญหาและมีความซับซ้อนมากมาย ผมว่าการฆ่ากัน ทะเลาะกันไม่ใช้ทางออก ต้องใช้การสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ที่ลงตัวเท่านั้น โดยใช้ชุมธนาธิปไตย ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมการแก้ไข” นพ.ประเวศ กล่าว
นางผาสุก กล่าวว่ารัฐบาลใช้คณะปฎิรูปฯ เพื่อแบกรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ซึ่งการปฏิรูปประเทศไทยได้ต้องยกเลิกระบบผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ และโอนงานให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) เพื่อเป็นกลไกใช้อำนาจ และการกระจายอำนาจที่สมบูรณ์แบบ คือ งานของกระทรวงที่ควรให้ท้องถิ่นรับไปทำโดยให้นายกอบจ.เป็นผู้ดูแลเหมือนกับที่ต่างประเทศได้มีการลงมือทำแล้ว ถึงขนาดให้ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเองผ่านการสำรวจรายได้ของประชาชนในพื้นที่แล้วนำไปประสานกับรัฐบาลกลางเพื่อของบประมาณมาอุดหนุน ซึ่งวิธีแบบนี้จะทำให้ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจ
“หากมีการ กระจายอำนาจและมีรัฐบาลท้องถิ่นแล้วก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ประชาชนจะต้องมาเดินขบวนที่ส่วนกลางแต่ไปเรียกร้องกับรัฐบาลท้องถิ่นแทน” นางผาสุก กล่าว
ด้านนายอานันท์ กล่าวว่าการสร้างความปรองดองในประเทศตนมองว่าไม่สามารถทำได้จริง เพราะคนในประเทศมีความหลากหลายซับซ้อน แม้แต่เพศยังมีความสับสน และคนจำนวนมากในสังคมมีลักษณะเป็นมนุษย์ล่องหน คือ เป็นแรงงานนอกระบบ ดังนั้นหากสร้างการแก้ไข อาทิ ระบบสวัสดิการ ก็จะสามารถใช้ได้เฉพาะคนบางกลุ่มที่เป็นแรงงานในระบบเท่านั้น ทั้งนี้หากการทำงานเพื่อปฏิรูปแบบไม่เข้าใจสังคมปัจจุบันจะทำให้เกิดปัญหา และที่สำคัญการปัญหาที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของสังคมชนชท ที่เปลี่ยนจากชาวนาทำการเกษตร กลายเป็นอุตสาหกรรมเกษตร เช่น อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาการขูดรีดไม่รู้จบ และผลักภาระความรับผิดชอบสังคมปัจจุบันสร้างความเสี่ยงที่มาจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจหรือธุรกิจ ที่สร้างความกดดันจนคนส่วนใหญ่ของสังคมรับไม่ได้
“วิธีแก้ยังมีให้เห็น คือ สังคมต้องสร้างเงื่อนไขเพื่อปรับแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น คือแก้ระบบภาษี ให้ท้องถิ่นได้ดูแล เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กระจายไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ห้ามหน่วยงานใดหน่วยงานเดียวรับผิดชอบแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต้องให้หน่วยงานทางสังคมหลายหน่วยเข้ามาถ่วงดุลการทำงาน คือ การทำงานเชิงซ้อน เข้ามาทำหน้าที่ร่วมกัน และอยู่บนพื้นฐานตามสิทธิ์หรือหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ” นายอานันท์ กล่าว
อาจารย์คณะสังคม มช. กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนหรือแก้ไขปัญหา สังคมต้องเปิดโอกาสให้เกิดความขัดแย้ง เห็นต่างทางความคิดเพื่อให้เกิดการถกเถียงร่วมกันของคนในสังคม หากถกกันจนตกผลึกแล้ว เชื่อว่าจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคม
ส่วนนายสมภพ กล่าวว่า สังคมปัจจุบันตนมองว่าเป็นเพราะความเสื่อมใน 4 ด้าน คือ ทางเศรษฐกิจ,การเมือง สังคมและประเพณีวัฒนธรรม โดยเฉพาะความเสื่อมเรื่องเศรษฐกิจ นั้นหากไม่มีกลไกแบ่งผลประโยชน์ให้ลงตัว ตนมองว่าความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นไม่ได้ และความเสื่อมหรือความตีบตันทางการเมือง นั้นหากยังใช้นโยบายโปรยทาง เพื่อหวังคะแนนนิยม ใช้ระบบครอบครัวมากกว่าสร้างนักการเมืองที่เป็นมืออาชีพเข้ามาสู่ระบบการเมือง ประชาชนอย่าคาดหวังว่ารัฐบาลหรือองคาพยพทางการเมืองจะทำงานอย่างมีคุณภาพได้ อย่างไรก็ตามความเสื่อมในสังคมทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางโลกาภิวัฒน์
“สภาวะการณ์เหล่านี้นำไปสู่ตัวแปรการบริหารจัดการปรเทศที่ไร้ประสิทธิภาพ เห็นได้จากการตกชั้นทางเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น สิ่งที่ประจักษ์ชัด คือ การเรียกร้องให้ปรับปัญหาค่าแรง”นายสมภพ กล่าว
ทางด้านนายณรงค์ กล่าวว่าระบบการจัดการทุนนิยมของไทยมีปัญหาเพราะเป็นมีการแบ่งปันกันน้อยแต่มีการช่วงชิงแข่งขันกันสูง เมื่อเป็นเช่นนี้รายได้จึงแปรผันออกไปโดยถูกควบคุมจากรัฐและทุนโลกาภิวัฒน์ ทำให้รัฐกลายเป็นเครื่องมือชนชั้นที่ให้การสนับสนุนรัฐอยู่ ถ้าเราต้องการจะปฎิรูปเราจะต้องยอมรับการจัดสรรการปฎิสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่บนฐานของการแบ่งปันอย่างยุติธรรม พร้อมกันต้องมีการเปิดพื้นที่ทางสังคมให้ทุกคนแสดงถึงผลประโยชน์ของตัวเองและยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ถ้าทำได้แบบนี้เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้แน่นอน
มั่นใจระเบิดป่วนเมืองไม่กระทบแผนปรองดอง
นพ.ประเวศ ให้สัมภาษณ์อย่างเชื่อมั่นว่า เหตุการณ์ระเบิดร้ายแรงหรือการก่อเหตุป่วนเมืองที่เกิดขึ้นช่วงนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองและการปฏิรูปประเทศไทย ทั้งนี้เชื่อด้วยว่าเหตุป่วนเมืองที่เกิดขึ้นจะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ประชาชนที่ต้องการเห็นความสงบและปรองดองเข้ามามีส่วนร่วมกับการปฏิรูปมากขึ้น ส่วนผู้ที่ทำผิดกฎหมายตนมองว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องว่าไปตามกฎหมาย
เสธ.หนั่นนัดเจอป๋าเหนาะ13ต.ค.นี้
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึง การเดินทางไปพบกับ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรครวมชาติพัฒนาว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี นายสุวัจน์เมื่อรับทราบแนวทางที่ตนกำลังดำเนินการการและก็เห็นด้วยและพร้อมให้การสนับสนุน
พร้อมกันนี้ตนก็ได้ถามนายสุวัจน์ในเรื่องความเห็นเรื่องการปรองดอง ซึ่งทุกคนก็โอเค และการพบกับนายสุวัจน์วานนี้(6 ต.ค.) ก็เป็นไป ตามที่เราคาดหวังไว้ทุกอย่างกระแสการตอบรับก็ออกมาดีมาก ส่วนการนัดพบกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นั้นคาดว่า คงจะเป็นวันที่ 13 ต.ค.จากนั้นในวันที่ 15 ต.คงก็คงจะเป็นพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ทั้งนี้ทางพรรคเพื่อแผ่นดิน เองก็ยังมีปัญหา คือต้องรอนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรค ที่จะเดินกลับจากต่างประเทศ
เมื่อถามว่าทางกล่มคนเสื้อหลากสีออกมากล่าวว่า แผนการปรองดองนั้นเป็นการซุกฝุ่นไว้ใต้พรม ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริงนั้น พล.ต.สนั่นกล่าวว่า “ผมไม่ทราบ ไม่รู้ว่าเขาจะพูดอะไร ใครจะพูดอย่างไรก็ปล่อยเขา ผมทำของผมไป”
มั่นใจ"อภิสิทธิ์"รับมือแทนสุเทพได้
พล.ต.สนั่น กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่ จ.สุราษฏร์ธานีนั้น ได้มีการประสานงานในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไรหรือไม่และมองว่านายกรัฐมนตรีจะรับมือไหวหรือไม่ ว่า "ไหว"เพราะนายกฯเป็นคนที่เก่ง ส่วนที่บอกว่าชอบมีปัญหากับพรรคภูมิใจไทยหรือเห็นไม่ตรงกันนั้นว่าตนไม่ทราบ ไม่รู้เรื่องเลย
เมื่อถามย้ำว่า การที่ไม่มีนายสุเทพ พรรคร่วมจะมีปัญหาหรือไม่ พล.ต.สนั่นกล่าวแต่เพียงว่า " ผมไม่รู้เรื่องเลย ผมไม่รู้"



