
เร็วไปที่จะสรุปว่าระเบิดการเมือง
เหตุระเบิดเกิดขึ้นที่ อาคารสมานเมตตาแมนชั่น ถ.บางกรวย-ไทรน้อย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บทั้งหมด 9 ราย
ตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานพบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบระเบิดหลายรายการ รวมทั้งแมกกาซีนบรรจุกระสุนปืนอาก้า อีก 2 อัน ระเบิดลูกเกลี้ยงอีก 2 ลูก
เบื้องต้นข้อสันนิษฐานจากหลายฝ่ายต่างพุ่งไปที่ระเบิดโยงการเมือง ที่ยังคงร้อนระอุ จากเหตุระเบิดครั้งก่อนหน้านี้
ไม่เพียงเท่านั้น ภรรยาของหนึ่งในผู้เสียชีวิต ก็ยอมรับว่า สามี ที่น่าจะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุนั้น เป็นผู้ที่เคยร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงและนิยมชมชอบ ทักษิณ ชินวัตร
ถึงขั้นระบุด้วยว่า ก่อนหน้าที่จะหายไป ก็รู้ว่าสามีไปต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ส่วนเจ้าของแมนชั่นเองก็ยังไม่ชัดเจนว่า จะเกี่ยวพันกับขบวนการเสื้อแดงหรือไม่ มีเพียงรายงานของตำรวจที่ระบุว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง
แต่ถ้าจะให้ฟันธงในทันทีว่า เรื่องราวทั้งหมดก็คือ ความพยายามประกอบระเบิดเพื่อสร้างสถานการณ์ปั่นป่วน ให้เกิดผลกระทบต่อสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้ ก็ต้องบอกว่า "เร็วเกินไป"
เช่นเดียวกับการที่จะระบุว่า นี่คือ ระเบิดที่น่าจะเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว หรือมุ่งทำเพื่อไปสังหารใครสักคน ก็เป็นเรื่องที่ "เร็วเกินไป" เช่นกัน
ถึงแม้ว่า ในที่เกิดเหตุจะพบ ซีดีสร้าง "รัฐไทยใหม่" ด้วยก็ตาม
ในสถานการณ์เช่นนี้ทั้งตำรวจ-ทหาร และเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ คือ ผู้ที่จะต้องคลี่คลายปริศนาให้แก่สังคม
ขณะเดียวกัน สังคม ก็ไม่ควรใช้ข้อสันนิษฐาน หรือความเชื่อเดิม ไปชี้นำ หรือกดดันในการทำคดี
โดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตของ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่ระบุว่า "มีใครจับยัดหรือโยนในที่เกิดเหตุ หวังโยนความผิดให้แก่คนเสื้อแดงหรือไม่" ซึ่งเป็นข้อสังเกตเพียงเพราะเห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้กั้นประชาชนเพื่อไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับหลักฐาน
เพราะการตั้งข้อสังเกตเช่นนี้ มีส่วนชี้นำ และอาจจะปลุกความไม่พอใจให้มวลชนคนเสื้อแดงไม่พอใจ และอาจจะไม่อดทนรอการพิสูจน์หลักฐานเสร็จสิ้นลงเสียก่อน
เสี่ยงที่จะเกิด "กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย"
เสี่ยงที่จะเกิด "ความเชื่ออยู่เหนือความจริง"
ต้องไม่ลืมว่า บ้านเมืองเราบอบช้ำเพราะ 2 สาเหตุนี้มามากพอแล้ว
การตั้งข้อสังเกต หรือตั้งข้อสันนิษฐาน ควรจะอยู่บนพื้นที่ที่จะนำไปสู่การค้นหาความจริง และความสงบ ปรองดอง
แน่นอนว่า เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงเช่นนี้ หลายคนที่เกี่ยวข้อง หรือน่าจะมีส่วนทำเรื่องนี้ให้กระจ่างในระดับหนึ่ง จะต้องถูกกดดันให้ไปแสวงหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อควันระเบิดยังไม่ทันจาง การชิงสรุป หรือตั้งข้อสังเกตสุ่มเสี่ยง ล่อแหลม จึงควรจะระมัดระวังให้มากกว่าปกติ
โดยเฉพาะบรรดานักการเมืองทั้งหลาย ที่ทุกวันนี้ต้องสำนึกว่า เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้บ้านเมือง สงบ หรือราดน้ำมันลงไปกองไฟที่กำลังจะมอด รวมทั้ง อาจไปก่อไปกองใหม่ขึ้นมา ทั้งที่โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ
ถึงจะรับรู้ความรู้สึกของญาติพี่น้องของผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ควรฉวยจังหวะหาเสียงกับคนเหล่านั้น !
แต่ก็ต้องยอมรับว่า การพยายามตั้งข้อสังเกตอย่างผู้มีประสบการณ์ของ พ.ต.ท.สมชาย เป็นเหตุผลที่น่าสนใจ ที่ระบุว่าไม่เกิน 4 กลุ่ม
1.ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล
2.ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และไม่อยากให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
3.กลุ่มการเมืองที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง โดยร่วมมือกับผู้มีอำนาจในบ้านเมือง เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง
4.กลุ่มที่ต้องการนำประเทศไปสู่การปฏิวัติ-รัฐประหาร โดยทำให้เห็นว่า รัฐบาลไม่มีน้ำยา สร้างความสงบให้บ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม บทบาทของนักการเมืองควรจะทำในเรื่องการเฝ้าดู ตรวจสอบ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง และเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม
ความเป็นธรรมที่ได้มาจากกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ได้มาจากความรู้สึกนึกคิดที่แฝงด้วยอคติ !
ขณะเดียวกันก็ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า หากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยวิธีการเช่นนี้ ก็ไม่มีวันที่จะเรียกว่าสิ่งที่ได้มานั้นคือประชาธิปไตย
เพราะเมื่อไม่ได้เริ่มต้นจาก "สามัญสำนึกที่ดีและรับผิดชอบต่อสังคม" ต่อให้ได้ชัยชนะ ให้ได้รัฐธรรมนูญปี 2540 มา ก็ไม่เรียกว่าประชาธิปไตย
ศรายุทธ สายคำมี



