
ระวังจะเข้าไปติดกับหลังเกษียณฯ
ตลอดสัปดาห์ที่แล้วข่าวที่ยึดครองเนื้อที่ของสื่อต่างๆ ตั้งแต่หนังสือพิมพ์จนกระทั่งถึงวิทยุและโทรทัศน์รวมทั้งสื่อในโลกไซเบอร์คงหนีไม่พ้นข่าวของสองหนุ่มสาวนักร้องนักแสดงซึ่งถึงบัดนี้ก็ยังไม่จบ มีหลายคนงุนงงกับสื่อและสังคมไทยว่าทำไมเรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใ
ที่เหตุการณ์เช่นว่านี้ในโลกของหญิงสาวชายหนุ่มก็ไม่ได้แปลกประหลาดอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นสัญญาณบอกเหตุพฤติกรรมสังคมไทยยุคนี้ก็คือความเบื่อหน่ายต่อข่าวทางการเมืองและทางเศรษฐกิจจึงปลีกใจไปฟังข่าวซึ่งคล้ายละครโทรทัศน์เป็นที่ระบายอารมณ์อย่างสบายใจไม่ต้องเป็นห่วงว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคนกลุ่มนั้นเพราะผลย่อมไม่กระทบถึงเราเป็นแน่
วันนี้วันที่ 7 ตุลาคมผ่านพ้นวันสำคัญมาได้ 7 วัน วันสำคัญที่ว่านั้นคือวันที่คนทำงานบางหน่วยงานต้อง “เกษียณอายุ” คืออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ไปแล้ว ผู้คนที่ต้องเกษียณไปนี้มีทั้งข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครูบาอาจารย์และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ส่วนพนักงานบริษัทบางแห่งก็คงไปปลดเกษียณตอนปลายเดือนธันวาคม ดังนั้น จำนวนผู้เกี่ยวข้องในปีหนึ่งๆ ก็มีจำนวนไม่น้อย
สำหรับผู้เกษียณอายุบางคนนั้นเพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ทำงาน บางคนเปลี่ยนไปทำงานภาคเอกชนเพราะบารมีดั้งเดิมของตนหรือความสามารถพิเศษเฉพาะตัวจึงถือว่ายังไม่หยุดทำงาน โอกาสที่คนกลุ่มนี้จะเดินเข้าไป “ติดกับ” นั้นมีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่เข้าไปทำงานห้างร้านบริษัทเอกชนโดยถูกยกย่องให้เป็นโน่นเป็นนี่ เป็นประธานบริษัทบ้าง เป็นผู้บริหารระดับสูงบ้าง วันดีคืนดีเจ้าของบริษัทเขาก็ขอให้ไปร่วมค้ำประกันเงินกู้ธนาคาร ต่อมาบริษัทมีปัญหาก็ต้องร่วมชดใช้หนี้สินของบริษัทโดยไม่ได้ตั้งใจมาก่อน นี่คือกับดักสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องพึงระมัดระวัง
ผู้ที่เกษียณอายุผ่านวัย 60 ปีในวันนี้ และถ้าหากไม่มีปัญหาร้ายแรงในทางสุขภาพแล้วท่านจะอยู่ในโลกนี้ไปอีกไม่น้อยกว่า 20 ปี ซึ่งนับว่านานพอสมควร ฉะนั้นปัญหาสำคัญก็คือทำอย่างไรจะบริหารการเงินส่วนตัว จะบริหารเงินทองที่เก็บหอมรอมริบมาก่อนเกษียณเพื่อให้เลี้ยงดูตนเองได้ตลอดอายุขัยอย่างไร หลายคนร้อนรนที่จะทำเงินที่สะสมมาให้งอกเงยอย่างไร จึงนึกถึงการลงทุนในรูปแบบต่างๆ และบางครั้งถลำตัวไปลงทุนในเรื่องที่ตนไม่เข้าใจและมีความเสี่ยงสูงแต่ก็หลงเชื่อ "พวกนายหน้า" ที่มาชักชวนไม่ได้ ในสมัยนี้แม้แต่พนักงานธนาคารก็ยังออกมาชักชวนให้ลูกค้าซื้อประกันในรูปแบบต่างๆ เสริมจากการขายกองทุนรวม ทุกอย่างไม่ดูให้ดีก็เป็นกับดักทั้งสิ้น
อันว่าความทุกข์ของคนในวัยชรานั้นมาจากปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ “จน เจ็บ เจ่า” ถ้าเกษียณแล้วหอบหนี้สินติดออกมาด้วยหรือเดินเข้าไปติดกับทำให้เกิดความจนดังกล่าวข้างต้นก็เป็นทุกข์อย่างยิ่งอย่างหนึ่งที่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
อาการเจ็บป่วยเรื้อรังก็เป็นทุกข์อย่างยิ่งของคนวัยชราและควรระลึกไว้เสมอว่าการป้องกันไม่ให้เจ็บนั้นดีกว่าการรักษาความเจ็บป่วยเป็นอันมาก ป้องกันอย่างไรมีคนเขียนคนพูดกันอยู่มากมาย ชอบวิธีไหนก็ใช้วิธีนั้น
ความเจ่าจุกเป็นความทุกข์อย่างหนึ่งของคนวัยชราซึ่งเกิดจากความเหงาเปล่าเปลี่ยว โดยเฉพาะในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ฉะนั้นผู้สูงอายุจะต้องรู้จักวิธีอยู่กับตัวเองใช้เวลาทำอะไรด้วยตัวเองด้วยงานอดิเรกสารพัดแล้วจะไม่เกิดอาการเหงาเปล่าเปลี่ยว โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอำนาจวาสนามีล้อมหน้าล้อมหลังก่อนเกษียณอายุ เมื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองได้ก็ต้องมีการเข้าสังคมบ้างเป็นครั้งคราว สุขภาพจิตก็จะดีไปเองไม่ต้องหาหมอหายาปลอบประสาทมากิน (แต่คนที่เอาการเมืองเป็นงานอดิเรกนั้น บางคนจะเหมือนเอาไฟมาสุมอกโดยไม่จำเป็น)
ขอให้ท่านผู้เกษียณอายุในปีนี้ไม่เจ็บ ไม่จน ไม่เจ่า และไม่ติดกับชีวิต
นายหนูใหญ่ [email protected]



